อืม...ที่จริงไม่รู้เขียนแบบนี้ไปจะโดนด่ารึเปล่านะคะ แต่ก็เป็นเรื่องที่อยากเขียน ขอให้คิดว่าเป็นอีกมุมมองหนึ่งเกี่ยวกับภาษาวิบัติละกันค่ะ

ก่อนที่จะเริ่มอ่านเนื้อหาในเอนทรีนี้ ขอให้ลองตอบคำถามข้อหนึ่งก่อนว่า "ภาษาวิบัติคืออะไร"

คำจำกัดความของคำว่าภาษาวิบัติที่ทุกคนคิด คงจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของภาษาไปในทางที่แย่ลง การจงใจสะกดคำผิด การย่อคำ การปรับคำเพื่อใช้แสดงอารมณ์ อะไรทำนองนี้

แต่เราอยากตั้งคำถามอีกข้อหนึ่งว่า "เราใช้เกณฑ์อะไรมาตัดสิน ว่าการเปลี่ยนแปลงใดเรียกว่าแย่ลง การเปลี่ยนแปลงใดเรียกว่าดีขึ้น" แน่นอนว่าถ้าเราตอบคำถามข้อนี้ไม่ได้ เราก็คงไม่สามารถตัดสินได้ว่าการใช้ภาษาแบบไหนเรียกว่าภาษาวิบัติ

ลองอ่านข้อความข้างล่างดูนะคะ


"...ครั้นว่าไปเถิงหนทาง แม่นางจิงเห็นพระปัตเยกโพธิเจ้าองค์หนึ่ง งามนักหนา แลนางนั้นมีใจใสศรัทธายินดี จิงรำพึงในใจว่า ควรกูถวายบิณฑิบาตแก่พระปัตเยกโพธิเจ้า แลนางนั้นจิงเอาเข้าใส่บาตร..."


ข้อความนี้ตัดมาจากหนังสือเตภูมิกถา ที่ว่ากันว่าเป็นหนังสือเก่าสมัยกรุงสุโขทัย

เราจะเห็นถึงความแตกต่างของภาษาที่ใช้ในหนังสือกับภาษาปัจจุบันหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการสะกดคำ เช่นคำว่าจิง(จึง) บิณฑิบาต(บิณฑบาต) เข้า(ข้าว) หรือการเรียงคำที่เห็นในประโยค "ควรกูถวายบิณฑิบาต..." ซึ่งภาษาปัจจุบันไม่นิยมใช้ ควร ขึ้นนำหน้าประธาน เป็นต้น


"เมื่อไรหนอ พวกหนุ่ม ๆ ของเราจึงจะเข้าใจได้บ้างว่า การเป็นชาวนา ชาวสวน หรือคนทำงานการอื่น ๆ นั้น ก็มีเกียรติยศเท่ากับที่จะเป็นผู้ทำงานด้วยปากกาเหมือนกัน? เมื่อไรจึงจะบังเกิดความรู้สึกเกียรติยศแห่งการงานอื่น ๆ นอกจากงานที่ทำด้วยปากกาแลพิมพ์ดีด?"


ข้อความนี้ตัดมาจากเรื่องโคลนติดล้อ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยุ่หัว

จากข้อความนี้เราจะเห็นการเขียนประโยคคำถามโดยใช้เครื่องปรัศนีย์(?)อยู่ ท้ายประโยค ทั้งที่ที่จริงแล้วการใช้เครื่องหมายปรัศนีย์ไม่ใช่หลักไวยากรณ์ไทย แต่เป็นหลักที่นำมาจากภาษาอังกฤษ


นี่เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่แสดงว่า ภาษามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ภาษาไทยที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันก็เปลี่ยนแปลงมาจากภาษาในอดีต โดยเฉพาะเรื่องการสะกดคำ และยังมีการเปลี่ยนแปลงอื่นๆอีก เช่นการค่อยๆหายไปของเสียงในภาษาหรือตัวอักษร (อย่างที่เห็นชัดๆก็ตัว ฃ ฅ) การเปลี่ยนแปลงไวยากรณ์ เป็นต้น

ปัจจุับันเราใช้คำว่า "และ" แทนที่คำว่า "แล" ในอดีต ใช้คำว่า "ไม่" ในความหมายแทนคำว่า "ไป่" "บ่มิ" หรือแม้กระทั่งใช้คำว่า "แพ้" ในความหมายว่าไม่ชนะ ทั้งที่ในสมัยสุโขทัย คำว่า "แพ้" นั้นแปลว่าชนะ

คนไทยปัจจุบันกับคนไทยเมื่อห้าสิบปีที่แล้วหรือคนไทยเมื่อร้อยปีที่แล้ว ก็ใช้สำนวนภาษาที่ต่างกัน บางสำนวนเิลิกใช้ บางสำนวนเกิดใหม่ ลองสังเกตดูคนรอบข้างว่าปัจจุบันยังมีใครใช้สำนวน "เอาใจออกห่าง" หรือ "ส่งจิตกลับไปตรวจค้น" อยู่บ้าง ถ้ามีก็คงน้อย

ไม่ทราบแน่ชัดว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดจากสาเหตุอะไรบ้าง อาจเป็นการออกเสียงที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต จึงต้องมีการปรับการสะกดให้เข้ากับเสียงอ่าน อาจมาจากการย่อคำให้เขียนง่ายขึ้น หรืออีกหลายๆสาเหตุที่มา

ดังนั้นแล้ว ภาษาไทยมาตรฐานที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ เป็นภาษาวิบัติมาจากภาษาไทยในอดีตหรือไม่

ขอย้อนคำถามที่ถามไว้เมื่อตอนต้นว่า "เราใช้เกณฑ์อะไรมาตัดสิน ว่าการเปลี่ยนแปลงใดเรียกว่าแย่ลง การเปลี่ยนแปลงใดเรียกว่าดีขึ้น"

ถ้าเราใช้คำว่า "จิง" แทนคำว่า "จริง" เนื่องจากคำแรกตรงกับการออกเสียงของคนไทยปัจจุบันมากกว่า จะต่างอะไรกับการใช้คำว่า "และ" แทนที่คำว่า "แล" ที่เราไม่ออกเสียงกันแบบนั้นในปัจจุบัน ตอนนี้เราอาจมองว่าคำว่า "จิง" นี่มันวิบัติ แต่ลองคิดกลับกันดูว่าคนสมัยสุโขทัยก็คงงงเหมือนกันที่เห็นเราใช้เขียนคำว่า "และ" แทนคำว่า "แล"ของเขา


ทั้งนี้ทั้งนั้น ภาษาจะเปลี่ยนแปลงได้ก็ต่อเมื่อทุกคนยอมรับในรูปแบบใหม่ของภาษาเท่านั้น ปัจจุบันเรานับว่าการเปลี่ยนแปลงของภาษาในรูปแบบต่างๆเป็นภาษาวิบัติ เพราะคนจำนวนมากยังคงยึดในหลักภาษาไทยมาตรฐานดั้งเดิม และภาษาไทยที่มีการเปลี่ยนแปลงไปก็ใช้กันอยู่ในกลุ่มคนส่วนน้อย

แต่คงไม่แปลก หากคนไทยในอนาคตทุกคนยอมรับคำว่า "จิง" แทนคำว่า "จริง" ที่เราใช้กันทุกวันนี้ หรือยอมรับคำว่า "นะค่ะ" ว่าเป็นการสะกดที่ถูกต้อง

ในความคิดเห็นของเรา สักวันหนึ่งมันก็คงต้องเป็นแบบนั้น สาเหตุหลักเกิดมาจากการเรียนการสอนภาษาไทยที่ถอยหลังเข้าคลอง

เราคิดว่าการจงใจใช้ภาษาวิบัติในอินเทอร์เน็ตเป็นการใช้ภาษาเฉพาะกลุ่ม และไม่ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของภาษา หากผู้ใช้เหล่านั้นมีพื้นฐานความรู้ทางภาษาที่ดี คือถ้าใช้ก็ใช้อยู่แค่สังคมตรงนั้น พอออกมาในโลกจริงๆก็ใช้ภาษาไทยตามมาตรฐาน เอาง่ายๆก็เช่น ไม่เขียน อ่ะ นะ เออ คะ ค่ะ คำลงท้ายทั้งหลายลงไปในรายงานเหมือนที่เขียนในบล็อกหรือในเว็บบอร์ด

แต่การเรียนการสอนภาษาไทยในรุ่นใหม่ๆของไทย ทำให้คนไทยมีความสามารถในการสะกดตัวหนังสือน้อยลง นอกจากสะกดคำไม่คล่องแล้วยังผันวรรณยุกต์ไม่คล่อง พอสะกดเองไม่คล่องก็เริ่มเลียนแบบการสะกดจากคนอื่น ถ้าตัวต้นแบบนั้นสะกดผิด คนต่อๆมาก็สะกดผิดตาม แล้วสุดท้ายก็ไม่รู้ว่าคำที่ถูกสะกดอย่างไร ถ้าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นต่อไปเรื่อยๆ ไม่ช้าทุกคนก็จะเคยชินกับคำที่สะกดผิด แล้ว "ภาษาวิบัติ" ในปัจจุบันก็จะได้รับการยอมรับว่าเป็นมาตรฐานใหม่ของภาษา


สุดท้ายแล้วเราก็ไม่ได้ต่อต้านหรือสนับสนุนการใช้ภาษาวิบัติค่ะ (แต่อาจจะมีรำคาญๆนิดหน่อย) เพราะอย่างที่เขียนไปว่า การเปลี่ยนแปลงของภาษาไม่ได้เกิดขึ้นเพราะคนคนเดียวหรือกลุ่มเดียว แต่มันต้องเกิดจากคนทั้งสังคมยอมรับ กลับกันถ้าในอนาคต คนเขายอมรับภาษาที่เราคิดว่ามันผิดในตอนนี้ เราก็ไปแย้งอะไรไม่ได้อยู่ดี

จะอนุรักษ์ภาษาดั้งเดิมไว้หรือปล่อยให้มันเปลี่ยนแปลงไป ก็เป็นสิทธิ์ของแต่ละคนค่ะ


ps* ปัจจุบันนี้เรายังสงสัยว่าคำว่า "ค่ะ" ออกเสียงอย่างไรกันแน่ จำได้ว่าอาจารย์ภาษาไทยบางท่านเคยบอกว่าออกเสียงว่า "ข้ะ" เป็นเสียงโท แต่เราและคนรอบข้างอ่านออกเสียง "ขะ" เป็นเสียงเอกมาตลอด

ps2* ว่าจะเขียนสั้นๆ อ่านไปอ่านมา...ยาวเหมือนกันแฮะ