*[MORTAL]

posted on 30 Jun 2006 19:01 by yvesnoir  in journal

NOTE : ยาว แต่ก็อยากให้อ่านนะ

วิชาแนะแนววันพุธที่ผ่านมา ได้ออกไปพูดเรื่อง "ความประทับใจ"
วันนั้นกลับบ้านไปคิดถึงเรื่องเก่าๆที่เคยเกิดขึ้น
เพราะฉะนั้น เราจะขอเล่าขยายความจริงในส่วนที่คิดว่าน่าจะยังไม่รู้กัน

เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย
มาคิดตอนนี้แล้วแปลกใจที่ตัวเองเคยฆ่าตัวตายครั้งแรกตอนอยู่แค่ป.2
ที่พูดถึงในที่นี้ไม่ใช่แค่ความคิด แต่เป็นการลงมือทำจริงๆ
ขอเล่าย้อนไปถึงสมัยเราอยู่ป.2 ก่อน

ตอนเด็กๆ เราจะเป็นเด็กที่ไม่ค่อยเหมือนเด็กทั่วไป
คือเรามีความคิดที่โตกว่าคนอื่นแล้วก็ชอบเก็บตัว
ทำให้เราไม่ค่อยมีเพื่อน ไม่ค่อยคุย เป็นเด็กมีปัญหาน่ะ

เรา(ในสมัยป.2)มีความรู้สึกที่ว่า โลกนี้ไม่มีความรักอยู่จริง
รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความรักจากทั้งจากที่บ้านและที่โรงเรียน
เราเลยไปรักของที่มันไม่มีชีวิตแทน
พูดกับประตูเหมือนพูดกับเพื่อน(ที่ไม่มี)
กินขนมก็ไม่ยอมทิ้งห่อเพราะสงสารห่อ (อันนี้เริ่มประสาทละ)
ตั้งชื่อคอมพิวเตอร์ สมมุติว่ามันเป็นเพื่อนเราคนนึง
แล้วก็อะไรอีกเยอะแยะจำไม่ได้ละ
(เคยเขียนใส่ไดอารี่ตอนป.2 แต่ฉีกหน้านั้นทิ้งไปแล้ว)

จนกระทั่งเราก็เบื่อทุกอย่างในชีวิต
ไม่รู้ว่าตัวเองเกิดมาเพื่ออะไร
คนเราเกิดมาก็ต้องตายจริงมั้ย?
ถ้าตายไปซะตั้งแต่ตอนนี้ พ่อแม่ก็ไม่ต้องส่งเสียเลี้ยงดูเราอีก
ดีกว่าไปตายเอาตอนโต มันจะสูญเสียมากกว่านี้
เด็กอายุแค่ 7 ขวบตายไปคงไม่ทำให้โลกนี้เปลี่ยนไปหรอก

คิดได้อย่างนั้น หลังจากที่กลับจากโรงเรียนในวันหนึ่ง
เราใช้ผ้ารัดเอวสีแดงที่แม่ให้มา รัดคอตัวเอง
เราขออธิบายว่าการรัดคอตัวเองจะรู้สึกยังไง

ทีแรก เราอึดอัด รู้สึกชาที่คอ
พอหายใจไม่ออกก็เริ่มชาไปถึงสมอง
เส้นเลือดเส้นประสาทในสมองมันเต้นตุบๆเหมือนจะแตกออกมา
หลังๆก็เริ่มหน้าแดง ผิวตรงหน้าร้อนไปหมด

แล้วเราก็หยุด เราทำต่อไม่ได้
ความตายมันทรมานขนาดนี้เลยเหรอ?

ตอนป.2 เราทำไปแค่นั้น แล้วก็ล้มเลิกความคิดที่จะฆ่าตัวตายอีก
สาเหตุที่เราทำแบบนั้นประเด็นหลักคือเบื่อชีวิต
ยังไม่ได้มีความเครียดหรือเรื่องอื่นๆเข้ามาแทรก
(หรืออาจเป็นเพราะดูหนังฆาตกรรมมากเกินไปก็ได้)

สองปีต่อมา เราอยู่ป.4
ปีนั้นเป็นปีที่เรารู้สึกแย่จริงๆ
เพราะเราเริ่มโตขึ้น เริ่มเข้าใจถึงสายตาของเพื่อนๆที่มองเรา
ตอนอยู่เซนต์โยเราเป็นคนที่เรียนเก่ง สอบได้เลขตัวเดียวมาตลอด
(เคยได้เหรียญเรียนดีด้วยนา)
แต่ E.Q. ต่ำมาก เพื่อนมองเราว่าเราเป็นโรคจิต
ชอบพูดกับประตู คนอื่นทักก็ไม่สนใจจะตอบ

ปีนี้โดนครูเรียกพบผู้ปกครอง (ซึ่งที่จริงก็โดนทุกปีล่ะ)
ครูประจำชั้นบอกแม่เราว่าให้พาเราไปหาจิตแพทย์
ซึ่งเราก็รู้ตัวละ ว่าตอนนั้นสถานการณ์แย่มาก
เราบ้าจนเหมือนจะเป็นโรคจิตจริงๆ คือไม่ไหวแล้ว
ทั้งเพื่อนทั้งครู ทั้งเรื่องเรียนที่เริ่มจะแย่ลง
อันนี้คือความเครียดที่เกิดขึ้นจริงๆเป็นครั้งแรก

ถ้าเครียดเรื่องเดียวมันไม่เท่าไหร่หรอก
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับเรามันไม่ใช่แค่นั้น
ทุกอย่างกดดันเราจนไม่อยากไปโรงเรียน
ไม่อยากเจอหน้าเพื่อน ไม่อยากไปเรียน ไม่อยากเจอครู
ไปโรงเรียนเจอเพื่อนในห้องก็ไม่มีใครซักคนที่เป็นเพื่อนเรา
เราอยู่คนเดียว อ่านหนังสือ เล่นเกม
(มีน้องน้องก็หน่อมแน้มพูดกันไม่รู้เรื่อง = =")

เราเริ่มคิดเรื่องฆ่าตัวตายอีกครั้ง
ตอนป.2 ที่รัดคอมันไม่สำเร็จไปแล้ว คราวนี้ก็ลองวิธีใหม่
เท่าที่จำได้ (เพราะความทรงจำช่วงนี้ลางเลือน)
เราเอาหัวโขกผนัง โขกแล้วโขกอีกจนเลือดอาบ
(ดูจากหนังจีนที่เอาหัวชนขาโต๊ะแล้วตายน่ะ)
แต่ถ้าคิดด้วยเหตุผลเรื่องแค่นี้มันก็ไม่น่าจะทำให้ตายหรอกนะ = ="

โขกหัวไม่สำเร็จ คราวนี้ลองกัดลิ้น
ไอ้เราก็สงสัยว่ากัดลิ้นแล้วจะตายได้ยังไงเลยลองทำดู
ปรากฏว่าผลที่ออกมาคือ...เจ็บลิ้น เลือดไม่ออกซักนิด
คงจะเป็นเพราะกัดไม่แรงพอล่ะมั้ง
กัดลิ้นนี่ทรมานสุดๆเลยนะ มิน่าสมัยนี้ถึงไม่มีใครทำกันแล้ว

พอสองวิธีนั้นไม่สำเร็จ เราก็คิดไม่ออกว่าควรจะทำยังไงถึงจะตาย
ก็เลยรัดคอแบบเก่า ซึ่งก็แน่นอนว่าเหลว ไม่เกิดอะไรขึ้นเหมือนเดิม

ถึงตรงนี้ก็เลิก ไม่เอาแล้วฆ่าตัวตาย ทำยังไงก็ไม่ตายซะที

ขอบรรยายถึงความรู้สึกนิดนึงละกัน
ที่รัดคอตอนอยู่ป.2 ไม่ได้รู้สึกอะไรถึงสัจธรรมชีวิต
แต่พอมารัดคอตอนป.4 เรามีความรู้สึกว่า...
ชีวิตนี้มันไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น
มดตัวเล็กๆที่มันยังไม่ได้ทำอะไรเรา เรากลับเอานิ้วบี้
มันจะเจ็บรึเปล่า?
ตบยุง ยุงไม่ตายแต่เราค่อยๆดึงขาดึงปีกมันออก
มันทรมานขนาดไหน?
เราช่วยยุงจากใยแมงมุม แมงมุมไม่มีอาหาร
มันหิวมั้ย?
เด็กจรจดที่ขายพวงมาลัยข้างถนนล่ะ?
คนเฒ่าคนแก่ที่นั่งขอทานอยู่บนสะพานลอย?
คนที่เกิดมาเรียนไม่เก่งอย่างเรา?
คนที่เกิดมายากจน มีชีวิตอยู่ในสลัม?

เราดีแค่ไหนแล้วที่เกิดมาในครอบครัวที่สมบูรณ์
มีกินมีใช้ อยากได้อะไรก็ได้
ชีวิตมีความสุขขนาดนี้ยังอยากตายอีกเหรอ?
คนที่มีชีวิตแย่กว่าเราก็มี เขาไม่คิดอยากตายกันมั่งรึไง?

คิดได้แบบนั้น เราก็ดึงผ้าออกจากคอ แล้วก็ร้องไห้

ความคิดที่จะฆ่าตัวตายไม่ได้อยู่ในหัวเราอีก

จนกระทั่งก่อนขึ้นม.1 เราได้เห็นรอยแผลบนแขนเพื่อนเรา
มันคือแผลที่เกิดจากการใช้คัตเตอร์กรีด
ตอนนั้นเองที่เราได้รู้ว่า ไม่ใช่แค่เราคนเดียวที่เคยคิดฆ่าตัวตาย
คนอื่นๆก็มีความเครียดเป็นของตัวเองทั้งนั้น
(ถ้าจำไม่ผิด เพื่อนคนนี้จะมีปัญหาทางบ้านน่ะ)
ป.5-ป.6 เราเริ่มมีเพื่อนละ โรคจิตน้อยลง
เลยมองว่า เพื่อนเราคนนี้มีความทุกข์อะไรนักหนาจนต้องกรีดแขน?
ทั้งที่มันไม่ใช่ทางออกที่ดีซักเท่าไหร่เลย

เราถามเพื่อนว่าเวลากรีดลงไปไม่เจ็บเหรอ?
เพื่อนบอก ไม่เจ็บเลย เวลาเครียด จะกรีดยังไงก็ไม่เจ็บทั้งนั้น

เราลืมเรื่องเพื่อนคนนั้นไปจนขึ้นม.1
ตรงนี้เป็นจุดสำคัญละ เพราะเราทำเรื่องร้ายแรงที่สุดก็ตอนม.1 นี่ล่ะ

เราจำไม่ได้จริงๆว่าทำไมถึงเลือกที่จะใช้วิธีนี้
แต่ที่แน่ๆ เป็นเพราะความเครียด
ไม่ใช่แค่เบื่อ ไม่ใช่แค่เซ็ง แต่เครียด
ขึ้นมัธยมแล้ว ทุกอย่างเปลี่ยนไปค่อนข้างเยอะ
เรียนหนักขึ้น เราไม่สามารถรักษาอันดับที่ 1-3 ของห้องไว้ได้
งานแต่ละอย่างก็หนักหนาสาหัสเหลือเกิน
ตอนม.1 แรงกดดันจากครูจากเพื่อนไม่มีผลอะไรมากเท่าไหร่
เพราะเราเริ่มมีกลุ่มเพื่อนแล้ว
ชีวิตเราเริ่มจะเป็นเหมือนกับเด็กรุ่นเดียวกันคนอื่นๆ
ได้ไปไหนมาไหนเอง เวลาว่างก็ไปเที่ยว คุยโทรศัพท์
ใช้ชีวิตอยู่กับเพื่อนมากขึ้นกว่าเก่า

แต่มันมีจุดเล็กๆอยู่จุดนึงที่ทำให้เราสติแตก
ซึ่งจำไม่ได้แล้วว่าทำไม?
สรุปว่า เรากรีดแขนตัวเองตามเพื่อนคนนั้น
แต่คราวนี้เราทำที่โรงเรียน
จำได้แม่นว่า ตอนนั้นเป็นช่วงพักเที่ยง
เราเดินเข้าห้องหยิบกรรไกรแล้วเดินเข้าห้องน้ำ (ห้องเราอยู่ข้างห้องน้ำ)
ทั้งที่ยังไม่แน่ใจว่ากรรไกรจะใช้แทนคัตเตอร์ได้รึเปล่า
เราเอากรรไกรปาดไปตามแขนตัวเองจนเลือดซึม

เป็นไปตามที่เพื่อนบอก
ไม่รู้สึกเจ็บเลยซักนิดเดียว รู้สึกแค่ความสะใจเท่านั้น

ครู เพื่อน แม่ รู้ถึงแค่นี้

เพื่อนเราไปบอกครูว่า เราใช้กรรไกรปาดแขนตัวเอง

แต่ความจริงมีมากกว่านั้น

เราไม่ได้แค่ใช้กรรไกรปาดแขน
เรากลับไปบ้าน ใช้คัตเตอร์...กรีดข้อมือตัวเอง
มันเป็นความรู้สึกที่ต่างกัน
การใช้กรรไกรปาดแขน มันได้แค่ความเจ็บ ความสะใจ
รู้สึกมีความสุขไปกับการที่ได้ทำร้ายตัวเอง

แต่กรีดข้อมือมันไม่ใช่...
เรากรีดข้อมือ เพราะอยากตายขึ้นมาจริงๆอีกครั้งหนึ่ง

เราถนัดขวา ใช้มือขวาถือคัตเตอร์ กรีดข้อมือซ้าย

เรากรีดตื้นเกินไป เพราะยังรู้สึกกลัว
แต่เลือดสดๆก็ค่อยๆทะลักออกมาจากแผล
จำได้ว่าเลือดที่ออกมาเป็นสีคล้ำ คงจะกรีดโดนเส้นเลือดดำ
เพราะถ้าโดนเส้นเลือดแดง มันคงพุ่งกระฉูดกว่านี้

ทั้งที่เตรียมตัวตาย ทั้งที่คิดว่าจะตาย
เราปล่อยให้เลือดไหลอยู่ไม่กี่นาที ก็หาผ้ามาซับ มาผูกแผลไว้
ความคิดในตอนนั้นคือ ถ้าตายไปตอนนี้ คนอื่นก็หัวเราะเยาะน่ะสิ
หัวเราะที่ว่า เรื่องแค่นี้ก็ทนไม่ได้ จะเครียดอะไรกันนักกันหนา

ที่จริงแล้ว เรื่องใดเรื่องหนึ่ง จะหนักหนารึไม่? ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล
เรื่องที่เรามองว่าคอขาดบาดตาย อาจเป็นเรื่องโจ๊กสำหรับคนอื่น
นักร้องที่ดังทะลุฟ้า เราอาจจะมองว่าธรรมดาก็ได้
ไม่มีใครเข้าใจถึงความทุกข์ของคนอื่นได้หมดทุกคนหรอก
ความทุกข์ของคนอื่นมันแค่เรื่องขี้ประติ๋ว
ในขณะที่ความทุกข์ของตัวเองน่ะใหญ่หลวงมากมาย

ไม่งั้นคงไม่มีคำพูดที่ว่า ฉันเป็นคนโชคร้ายที่สุดในโลก หรอก

ยังดีที่เรากรีดข้อมือไปไม่ลึกถึงขั้นที่จะตาย
เลือดหยุดไหลไม่นานหลังจากนั้นแต่แผลยังอยู่
เราใส่นาฬิกาติดข้อมือทุกวันเพื่อไม่ให้คนอื่นมองเห็นรอยแผลนั้น
กว่าครูจะรู้เรื่องที่เราปาดแขนก็เป็นเดือน
แผลที่ข้อมือเลยจางลงจนแทบมองไม่เห็นแล้ว

คนอื่นก็เลยรู้ข้อเท็จจริงแค่ว่า เราใช้กรรไกรปาดแขนตัวเอง

ครูประจำชั้นเรียกเราเข้าไปคุยก่อนจะเรียกพบผู้ปกครอง
และนี่คือเรื่องที่เราประทับใจมากที่สุดในชีวิต
ขอเล่าคำพูดของครูประจำชั้นไว้ย่อๆ :

"คนเรา ถ้าจะรักอะไรซักอย่าง อย่างแรกที่เลือกจะรักคือ ตัวเอง
เพราะความรักตัวเองเป็นเรื่องพื้นฐานของมนุษย์
รักตัวเองนั้นรักง่ายที่สุด
คนที่ไม่รักแม้กระทั่งตัวเอง แล้วบอกว่ารักคนนั้นรักคนนี้
คนคนนั้นพูดโกหก
เพราะขนาดตัวของตัวเองยังรักไม่ได้
เขาจะมอบความรักให้คนอื่นได้ยังไงกัน?
"

ครูประจำชั้นพูดแค่สั้นๆ แล้วก็ปล่อยเรากลับไปเรียน
วันนั้นเรากลับบ้าน คิดถึงทุกอย่างที่เคยผ่านมาในชีวิต
นั่นสินะ...ขนาดตัวเองเรายังรักไม่ได้เลย
เราทำร้ายตัวเอง ทำร้ายชีวิตที่พ่อแม่ให้มา
เรายังไม่รับรู้เลยว่า ความรัก เป็นยังไง
เพราะเราไม่เคยแม้แต่จะให้ความรักกับตัวเอง
แล้วต่อไปข้างหน้า ถึงเวลาที่เราต้องมอบความรักให้คนอื่นล่ะ?
เราคงจะไม่สามารถไปรักใครได้ ถ้ายังไม่รู้จักรักตัวเองก่อน

เราจำคำพูดของครูได้ไม่หมดทุกคำก็จริง
แต่เราดีใจมากที่ได้ครูท่านนี้เป็นครูประจำชั้น
ถ้าเป็นคนอื่น อาจจะแค่รับรู้ แล้วเรียกแม่เรามา บอกให้พาไปหาจิตแพทย์
เป็นเรื่องที่เราประทับใจที่สุดแล้ว

ที่ออกไปเล่าหน้าห้อง เล่าแค่ว่าครูพูดกับเรายังไง
อาจจะดูเป็นนามธรรมไปซักหน่อย แต่มันเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายนะ
หลังจากนั้น ถึงตอนนี้ เราไม่คิดที่จะตายอีก
ก่อนสอบเตรียม ทั้งเครียดทั้งกดดันกว่านั้นตั้งหลายเท่า
อาจเป็นเพราะเราโตขึ้น มีวุฒิภาวะมากขึ้น เลยไม่รู้สึกอยากตายแล้ว
(หรือเป็นเพราะมีเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจมากขึ้นนะ? 55+)

พอกลับมานั่งคิดถึงตัวเองสมัยก่อน
น้ำตามันก็พาลไหลออกมาเฉยๆซะงั้นแหละ
เหมือนว่ามันเพิ่งผ่านไปเมื่อวานนี้เอง
ตอนจบม.1 รู้สึกเหมือนเพิ่งขึ้นมัธยม
ตอนจบม.3 ก็รู้สึกว่าเพิ่งจะขึ้นม.3 มาหมาดๆ
อะไรกัน!? แป๊บเดียวชั้นเป็นเด็กม.ปลายแล้วเหรอ?
ยังคิดถึงตอนที่สอบสาธิต มศว.ไม่ติดอยู่เลย

เวลา...จะผ่านไปเร็วหรือช้าก็ขึ้นอยู่กับการมองของแต่ละคน
เข็มวินาทีไม่ได้เร็วขึ้นรึช้าลง
แต่ความรู้สึกของคนต่างหากที่เป็นตัวบอกว่า เวลานั้นเร็วรึช้า?

น่าใจหายนะ...ถ้าเราไม่ต้องโตก็ดีน่ะสิ...

ชีวิต...เป็นอนิยาม
เราบอกได้เหรอ? ว่าชีวิตคืออะไร
ชีวิตคือลมหายใจ คือการเคลื่อนไหวคือการเต้นของหัวใจ
สำหรับเรา เราไม่สามารถนิยามคำว่าชีวิตได้
ขอบคุณที่เราไม่ตายไปในตอนนั้น ขอบคุณที่เรายังมีความคิด
เพราะนั่นทำให้เรารู้ว่า การมีชีวิตอยู่นั้น...ดีแค่ไหน?

...แล้วเรื่องของการฆ่าตัวตาย ก็จบลงแต่เพียงเท่านี้...

PS พูดถึงอดีตก็คิดขึ้นมาได้...

เหรียญเรียนดี ด้านหลังเขียนว่า Best in Studies.
(ถ้าสอบได้ที่ 1 ตอนปลายภาค 2 จะได้เหรียญนี้)

อันนี้รูปเราตอนรับเหรียญ
พ่อติดไว้ซะสูงเชียว ปีนเก้าอี้เปียโนถ่ายยังสั่นเลย = ="

ด้านขวาเป็นป้ายรุ่น (รุ่นเราชื่อ Orange Odyssey)
ส่วนด้านซ้ายเป็นป้ายชื่อใช้ตอนค่ายปัจฉิมนิเทศน์
วว มาจาก ครูารุณี กับ ครูวีระศักดิ์
เลข 3303 คือ ม.3/3 เลขที่ 3 (น้ำตาลได้ 3333 เลขสวยมาก!!)
ส่วนข้างล่าง เป็นชื่อโรงเรียนกับชื่อเล่น (อ่านว่าฝ้าย)

นั่งรำลึกอดีต นี่เราแก่แล้วรึ!?

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อา....นั่นสินะ หนูไม่ได้เครียดเรื่องเรียน แต่เรื่องครอบครัว+ที่โรงเรียน ที่หนูเครียดมากๆ เพราะหนูเป็นคนคิดมาก ไม่ชอบพูดกับใคร แสดงออกไม่เก่ง หน้าตาเหมือนผู้ชาย(ตอนประมาณป.1-5) เพื่อนก็ไม่มีใครยอมคุยด้วย หาว่าเป็นผู้ชายปลอมตัวมาเรียนเซนต์โย-*-
มีหลายครั้งเหมือนกันที่หนูเคยคิดฆ่าตัวตาย และลองทำมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ทำได้ไม่สำเร็จทุกที ที่หนักที่สุดคือ..น้ำยาล้างห้องน้ำ
กินไปไม่มาก รู้สึกทรมานเจียนตาย คิดว่าตายแล้วจริงๆ แต่...มันก็แค่นั้น มันไม่ตายอย่างที่คิด กลับยิ่งทรมานมากกว่าเดิม
หนูคุยกับพ่อแม่ไม่ได้ แต่พอได้คุยระบายกับพี่สาว มันก็บรรเทาลงไปบ้าง
จนถึงตอนนี้ หนูคิดว่าชีวิตมันมีค่า น่าลองใช้มันต่อไปเรื่อยๆแล้วล่ะ ตอนนี้เพื่อนที่ยอมรับเราก็มี คนที่เข้าใจเราก็มี ถึงจะน้อยก็เถอะ
ยังไงมันก็...มีค่ามากกว่าที่คิดไว้ล่ะนะ

#1 By กะปิศรีสมร~ on 2006-06-30 19:30

ชีวิตวัยเด็กกดดันน่าดูเลย..
ตอนเป็นเด็กพี่ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรเลย เล่นไปวันๆ คิดอะไรไม่เป็น = = !
ถ้าทุกคนสามารถคิดกับตัวเองในแง่ดีได้ก็จะดีมาก คิดว่าตัวเองมีความสุข มีสิ่งดีๆ มองแต่เรื่องดีๆ บางทีเรื่องร้ายๆมันก็ไม่ได้หนักหนาเท่าไหร่ ทำใจเข้มแข็งก็รับได้เอง
เพิ่งม.ปลายยังไม่แก่หรอก น้องฝ้ายเก่งดีอ่ะ เรียนเก่งจัง >.<!!
ในอนาคตต่อไปอาจต้องเจอปัญหาอีกเยอะ ^ ^ สู้ต่อไปนะ !

#2 By :nakare: on 2006-06-30 20:07

เฮ้อ...
คนเราคิดถึงอดีตหมดอ่ะพี่มิเกะ...จะแก่จะเด็กก้อเหอะ
เรื่องเมื่อวาน วันนี้ยังเก็บมาคิดเลยไช่หรอ???
- 3- ไม่เจอพี่มิเกะนานเลยอาส>w<

#3 By ۞† 朽木 白姫 †۞![Sh!Ra]! on 2006-06-30 21:09

อ่านแล้วรู้สึกเสียวสันหลังล่ะ
เอาเป็นว่าตอนนี้มิเกะซังไม่ได้คิดแบบนั้นแล้วใช่ไหมฮะ^^!
ชีวิตยังมีเรื่องดีๆอีกเยอะ ถึงตอนนี้ผมจะท้อโคตรท้อก็เหอะ(หัวเราะ)
อ่านแล้วก็แอบตกใจเพราะผมไม่เคยรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้มากก่อนเลย
เคยคิดฆ่าตัวตายหลายที แต่ไม่เคยทำ อาจเป็นเพราะใจเสาะ หรือเรียกร้องความสนใจก็ไม่รู้
แบบ ชอบมองมีด แล้วก็คิดว่า ของมีคมก็อยู่แค่นี้ ถ้าเอามาเสียบท้อง ก็ตายแล้ว ทำไมผู้ใหญ่ไม่รู้จักเก็บ(โบ้ยซะงั้น ฮา)
แต่คิดไปคิดมา ถ้าเราตาย อยู่ข้างบนก็คนเดียว ไม่เห็นมีใครรุ้เรื่อง ถ้าจะตายทั้งที ตายแบบในที่สาธารณะดีกว่า- -<ความคิด..ปัญญาจริง
ก็อาจจะเป็นความคิดชั่ววูบ หรือคิดนานแล้วแต่ยังทำ(เอ๊ะ ยังไง)
แต่ยังไงก็ดีแล้วนะครับที่มีชีวิตอยู่ถึงทุกวันนี้
;) แป๊บเดียวก็แก่แล้วใช่ชีวิตให้คุ้มค่าเอาไว้(ยิ้ม)
โฮก ได้เหรียญเรียนดีด้วย เก่งจริง*w*/

#4 By takara™ on 2006-06-30 21:22

ตอนที่เราฟังมิเกะพูดหน้าห้องก็เฉยๆนะ
แต่ก็คิดเหมือนกันว่า มิเกะทำร้ายตัวเองยังไงอ่ะ

คือส่วนตัวเราเลย เราเองก็เคยคิดเหมือนกันว่าเราเกิดมาทำไมวะ
เกิดมาแล้วสุดท้ายก็ต้องตาย
แล้วจะเกิดมาเพื่ออะไร?

ในเมื่อตายไปแล้ว ทุกๆอย่างก็ต้องจากเราไปทั้งหมด

ซึ่งเราก็หาคำตอบให้กับคำถามนี้ของตัวเราเองไม่ได้เหมือนกัน
แต่เราคิดว่า ถ้าเรามัวแต่มานั่งหาคำตอบตลอดชีวิตนั่นคงจะไม่ได้อะไรขึ้นมา
มีแต่จะเสียเวลาไปเปล่าๆ

..ในเมื่อเราเกิดมาแล้ว ก็ใช้ชีวิต ชีวิตที่บอกนิยามไม่ได้อันนี้ ให้มันคุ้มค่าจะดีกว่า
ถึงแม้ไม่รู้ว่าจะเกิดมาทำไม แต่ไหนๆเราทุกคนก็ได้เกิดมาแล้วน่ะ ให้ทำไงได้?

ตอนนี้เราก็รู้สึกดีแทนมิเกะที่มิเกะไม่คิดจะทำแบบนั้นอีกแล้ว
เราก็เคยมีช่วงตอนม.1 ที่เพื่อนไม่คบเราเลย
(คือโดนเพื่อนคนนึงเกลียด แล้วมันเป็นพวกมีอิทธิพล มันเลยยุให้เพื่อนทั้งห้องเกลียดเรา)
เราก็แบบเสียใจมากๆ แต่สุดท้ายตอนนี้ก็ไม่มีอะไรแล้ว มันผ่านมาได้แล้ว

เชื่อดิ ว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเรา แม้ว่าจะต้องเศร้าเสียใจมากแค่ไหน
แต่สุดท้ายมันก็ต้องผ่านพ้นไปได้นั่นแหละ

และเราเชื่อว่าทุกอย่างที่อาจจะดีหรือเลวร้ายมากแค่ไหนที่เราผ่านมันมาได้

มันจะเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำและน่าประทับใจของเราไปนานเท่านานตราบเท่าที่ "เรายังมีลมหายใจ"อยู่

เพราะเมื่อไรที่เราตาย ไม่ว่าจะตายเอง หรือ ฆ่าตัวตายก็ตาม ควาทรงจำ ความประทับใจต่างๆก็ต้องหายไปจากความนึกคิดของเรา หายไป "เฉยๆ"เลย

เราเสียดายนะ ถ้าเกิดว่าต้องสูญเสียความทรงจำดีๆที่เคยพบเจอมา

อืม.. เพราะฉะนั้นแล้ว เราอยากให้ ตัวเราเอง มิเกะ และก็คนทุกๆคนที่กำลังอ่านเม้นของเราอยู่ ใช้ชีวิตที่ยังหายใจได้อยู่นี้ให้มันคุ้มค่า

อยู่กับความทรงจำที่ดีๆ ความประทับใจที่ดีๆ
แล้วก็พร้อมที่จะเผชิญกับเรื่องอะไรก็แล้วแต่อีกมากที่กำลังจะมาถึง
ไม่ว่ามันจะดีหรือร้าย แต่สุดท้าย เราต้องผ่านมันไปได้อย่างแน่นอน

เราเชื่ออย่างนั้นนะ เพราะเรายังเห็นคุณค่าของการได้เกิดมาบนโลกนี้

PS. เม้นท์ยาวไปป่าววะ เดี๋ยวโดนมิเกะกระโดดเตะที่ห้อง 555+





#5 By megaHurtz on 2006-06-30 21:51

[เม้นท์เพิ่มอีกหน่อย]

เหมือนมิเกะยังโชคดี
ที่มิเกะยังมีโอกาสได้กลับมาคิดในวันนี้(หรือเมื่อวาน?)
ยังดีที่ไม่ได้ตายซะตอนนั้น

ในเมื่อได้โอกาสที่ดีมาแล้ว
ก็ใช้โอกาสที่ได้มาให้มันคุ้มซะหน่อย

เราเป็นกำลังใจให้มิเกะเสมออ่ะ
ในฐานะคนที่เคยอยู่บอร์ดเดียวกัน
หรือในฐานะเพื่อนร่วมห้อง
หรือจะในฐานะอะไรก็แล้วแต่

เราก็เป็นเพื่อนมิเกะคนนึงน่ะ.....
ยามที่ท้อแท้เสียใจ ยังมีหลายๆคนอยู่ข้างๆมิเกะเสมอ

[censor : เน่า ใครกลัวอ้วกข้ามไปเลย]
พ่อแม่(?ไม่รู้นะ) คุณครู พี่ น้อง เพื่อนๆ
เราด้วยอีกคนนึง...

ตอนที่โตขึ้นกว่านี้อีก ตอนที่ได้ก้าวเดินไปไกลแล้ว ถ้าหากหกล้มเป็นแผล มิเกะยังคงหันหลังกลับมามอง(พวก)เราได้ตลอดเวลา (พวก)เราทุกคนยังยืนมองดูมิเกะอยู่ห่างๆอยู่ตรงนี้ เป็นกำลังใจให้มิเกะลุกขึ้นแล้วเดินต่อไป
[//censor]

PS. ความจริงมิเกะอ้วนน่ะ กรีดลงไปแล้วไม่ผ่านชั้นไขมัน เลยไม่เป็นไร 555+
PS2. ชื่อ FAI ถ้าไม่บอกชื่อฝ้าย คนที่ไม่รู้คงอ่านว่าชื่อ "ไฝ" 555+

#6 By megaHurtz on 2006-06-30 22:02

[เม้นท์เพิ่มอีกอีกหน่อย]

ไม่รู้ทำไมเม้นท์เยอะอ่ะ
งงตัวเองเหมือนกัน แต่ชอบ entry อันนี้นะ

อย่าคิดมากๆ
เราดูเหมือนไม่ได้อ้าวก่ายชีวิตส่วนตัวมิเกะมากเกิดไปใช่ป่าว
ถ้าเกิดใช่ ก็ขอโทษด้วย

แต่หวังดีจริงๆนะ เพราะเห็นว่าเป็นเพื่อนน่ะ

#7 By megaHurtz on 2006-06-30 22:05

ยังดีที่น้องคิดเองได้นะ
ยินดีด้วย ยินดีด้วยจริงๆ

เสียดายกับคนที่ไม่มีโอกาสจะคิดได้แทนด้วย ขอให้เค้าไปชาติภพใหม่ที่ดี
(แต่ก็คงไม่ได้ไปดีหรอก คนฆ่าตัวตายมักจะต้องเจอเรื่องแบบเดิมซ้ำๆ)

การฆ่าตัวตายเหมือนกับเป็นกรรมเก่า
ถ้าชาติก่อนเคยฆ่าตัวตายมาก่อน
ชาตินี้จิตใจก็จะอ่อนแอลง จนชาติต่อๆมาก็สามารถคิดเรื่องฆ่าตัวตายได้ง่ายขึ้น

หากสะสมไปหลายๆชาติ อยู่ดีๆ ไม่มีเหตุผล ไม่มีความทุกข์ ก็เอามีดจิ้มท้องตัวเองซะงั้นก็ได้

ก็ยินดีด้วยอีกรอบนะ

#8 By ~Trigger~ on 2006-06-30 22:38

ดีแล้วที่มิเหะคิดได้แบบนี้ อ๊า ถ้าเกิดเมื่อก่อนไม่หยุดเพราะเจ็บล่ะก็พี่คงไม่ได้เจอรุ่นน้องน่ารักๆมิเกะแน่

เมื่อก่อนพี่ก็เคยแบบว่า พูดกะตุ๊กตา พูดกะต้นไม้เหมือนกัน แต่มันโต้ตอบเราไม่ได้ เลยเปลี่ยนมาเขียนไดอารี่แทน ทุกวันนี้มันก็ยังอยู่ กลับไปอ่านแล้วก้ขำดีเหมือนกัน

แต่ตอนนี้พี่ว่ามองโลกในแง่ดีเข้าไว้ จะรู้สึกได้ว่ามีความสุขขึ้นเยอะ หาวิ่งที่ชอ เจอคนที่เราคุยด้วยได้ มีคนที่รักเรา มีเพื่อนที่เฮฮากับเรา มันจะทำให้เรารู้สึกอยากมีชีวิตอีกต่อไปนานๆ สู้ๆมิเกะ

#9 By Anafe[อนาเฟ่] on 2006-07-01 15:08

ถ้าอายุแค่นี้แก่ผมคงแย่แล้วล่ะ เหอะๆ

เด็กๆเดี๋ยวนี้นี่มีอะไรเครียดกันขนาดนั้นเลยเหรอ ตอนผมเด็กๆ(ป.)ผมแทบไม่เคยมีเรื่องเครียดเลย จะมามีก็มัธยมแล้ว

อ่านการกรีดข้อมือแล้วสยองมากๆครับ ผมนึกภาพตัวเองกรีดข้อมือตามไปด้วย ท่าทางผมจะกลัวตายอยู่มากน่ะครับ (ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไรแท้ๆ)

ยังไงหลังจากนี้ก็อย่าทำอีกเลยเน้อ ไม่ดีหรอกครับ

#10 By The DeAtH on 2006-07-01 23:26

เอากรรไกรตัดปากตัวเองตอนเครียดนี่...
มันจะเก็บไม๊นะ เลิกคิดเหอะ ไว้ไปจัดการคนอื่นแล้วถามมันดีกว่า

ป.6 เพื่อนเรามันเอาคัตเตอร์กรีดข้อมือ เฮ้อ.....มันไม่ตายแฮะ ขนาดเราชี้ที่หน้าต่างแล้วมันยังไม่โดดเลย

สรุปแล้วมันอยากตายหรือเรียกร้องความสนใจกันแน่เนี่ย

#11 By เลโอ (203.114.117.219) on 2006-09-15 22:27