โคลนติดล้อ ตอน ความนิยมเป็นเสมียน
(บทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว)

ผลแห่งการบูชาหนังสือจนเกินเหตุ ตามที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วนั้น มีอยู่อีกอย่างหนึ่งซึ่งข้าพเจ้าจะขอเรียกว่า ความนิยมเป็นเสมียน เพราะจะหาคำให้สั้นกว่านี้ไม่ได้

การตั้งโรงเรียนขึ้นทั่วทั้งพระราชอาณาจักร ให้โอกาสแก่บรรดาชายหญิงทุก ๆ ขั้นได้ศึกษาให้รู้อ่านรู้เขียนหนังสือนั้น กลับให้ผลที่ทำให้เป็นที่รำคาญ และอาจจะทำให้รำคาญยิ่งกว่าที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้ก็เป็นได้ โดยไม่กล่าวถึงความเสียหายอย่างอื่นซึ่งจะพึงมีมาในไม่ช้าวัน

เด็กทุก ๆ คนซึ่งเล่าเรียนสำเร็จออกมาจากโรงเรียนล้วนแต่มีความหวังฝังอยู่ว่าจะได้มาเป็นเสมียน หรือเป็นเลขานุการ และจะได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งขึ้นเร็ว ๆ เป็นลำดับไป เด็กที่ออกมาจากโรงเรียนเหล่านี้ย่อมเห็นว่ากิจการอย่างอื่นไม่สมเกียรติยศนอกจากการเป็นเสมียน ข้าพเจ้าเองได้เคยพบเห็นพวกหนุ่ม ๆ ชนิดนี้หลายคนเป็นคนฉลาดและว่องไว และถ้าหากเขาทั้งหลายนั้นไม่มีความกระหายจะทำงานอย่างที่พวกเขาเรียกกันว่า "งานออฟฟิศ" มากีดขวางอยู่แล้ว เขาก็อาจจะทำประโยชน์ได้มาก การที่จะบอกให้เขาเหล่านี้กระทำตัวของเขาให้เป็นประโยชน์โดยกลับไปบ้านและช่วยบิดามารดาเขาทำการเพาะปลูกนั้นเป็นการป่วยกล่าวเสียเวลา เขาตอบว่าเขาเป็นผู้ที่ได้รับความศึกษามาจากโรงเรียนแล้ว ไม่ควรจะเสียเวลาไปทำงานชนิดซึ่งคนที่ไม่รู้หนังสือก็ทำได้ และเพราะเขาไม่อยากจะลืมวิชาที่เขาได้เรียนรู้มาจากโรงเรียนนั้นด้วย เพราะเหตุนี้เขาสู้สมัคร อดอยากอยู่ในกรุงเทพฯ ได้เงินเดือนเพียงเดือนละ 15 บาทหรือ 20 บาท ยิ่งกว่าที่จะกลับไปประกอบการเพื่อเพิ่มพูนความสมบูรณ์แห่งประเทศในภูมิลำเนาเดิมของเขา

นึกไปก็น่าประหลาดที่สุด ที่คนจำพวกนี้สู้อดทนต่อความลำบากเพื่อแสวงหาและรักษาตำแหน่งเสมียนของเขา ในเงินเดือน 15 บาทนี้พ่อเสมียนยังอุตส่าห์จำหน่ายจ่ายทรัพย์ได้ต่าง ๆ เช่นนุ่งผ้าม่วงสี ใส่เสื้อขาว สวมหมวกสักหลาด และในเวลาที่กลับจากออฟฟิศแล้วก็ต้องสวมกางเกงแพรจีนด้วย และจะต้องไปดูหนังอีกอาทิตย์ละ 2 ครั้งเป็นอย่างน้อย ต้องไปกินข้าวตามกุ๊กช๊อป แล้วยังมิหนำซ้ำจะต้องเสียค่าเช่าห้องอีกด้วย (หรือบางทีเขาจะไม่เสียก็ไม่ทราบ) ครั้นเมื่อเงินเดือนขึ้นเป็นเดือนละ 20 บาท เขาก็คิดอ่านแต่งงานทีเดียว (ข้าพเจ้าต้องขออธิบายคำว่าแต่งงานไว้ในวงเล็บในที่นี้ว่า ที่ข้าพเจ้าเรียกว่าแต่งงานนั้น ข้าพเจ้าพูดอย่างละม่อม เพราะว่าการแต่งงานชนิดนี้มักเป็นการชั่วคราวโดยมาก ซึ่งข้าพเจ้าจะได้กล่าวต่อไปในบทหน้า เพราะว่าเป็นโคลนก้อนหนึ่งซึ่งจะได้ยกขึ้นให้ท่านพิจารณาต่อไป)

ข้าพเจ้าย่อมเข้าใจอยู่ว่า ชายหนุ่มซึ่งได้ฝึกตัวให้คุ้นแก่ความสนุกสนานในเมือง ย่อมจะรู้สุกเบื่อหน่ายถิ่นฐานบ้านเดิมของเขาตามบ้านนอก และที่จะกล่าวว่าถ้าเขาอยู่ในเมือง เขาอาจจะทำประโยชน์ให้แก่บ้านเกิดเมืองนอนของเขาดีกว่าอยู่บ้านนอกนั้น เป็นความเหลวไหลโดยแท้ ท่านผู้มีความคิดคงจะเข้าใจได้ดีว่า อันประเทศอย่างเมืองไทยของเรานี้ ชาวนา ชาวสวน อาจจะทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมืองได้มากกว่าเสมียน ซึ่งเป็นแต่เครื่องมือเท่ากับปากกาและพิมพ์ดีด ซึ่งเขาใช้(หรือใช้ผิด) ถ้าจะเปรียบพืชที่เขาได้ทำให้งอกต้องนับว่าน้อยกว่าผลที่เขาได้กินเข้าไป แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังนึกว่าตัวเขาดีกว่าชาวนา และข้อที่ร้ายนั้น พวกเราทั้งหลายก็พลอยยอมให้เขาคิดเห็นเช่นนั้นเสียด้วย

เมื่อไรหนอ พวกหนุ่ม ๆ ของเราจึงจะเข้าใจได้บ้างว่า การเป็นชาวนา ชาวสวน หรือคนทำงานการอื่น ๆ นั้น ก็มีเกียรติยศเท่ากับที่จะเป็นผู้ทำงานด้วยปากกาเหมือนกัน? เมื่อไรจึงจะบังเกิดความรู้สึกเกียรติยศแห่งการงานอื่น ๆ นอกจากงานที่ทำด้วยปากกาแลพิมพ์ดีด?

คำตอบแห่งปัญหาข้อนี้ ก็เป็นดังที่กล่าวมาแล้วนั้นเอง กล่าวคือเป็นความผิดของเราทั้งหลายด้วยกัน มิใช่ความผิดของพวกหนุ่ม ๆ โดยเฉพาะเท่านั้นหามิได้ ถ้าเรายังคงแสดงความเห็นโดยประการต่าง ๆ ว่าเสมียนเป็นบุคคลชั้นที่สูงกว่าชาวนา ชาวสวน หรือพ่อค้าอยู่ตราบใด พวกหนุ่ม ๆ ของเราก็คงจะทะเยอทะยานฝักใฝ่ในทางเป็นเสมียนอยู่ตราบนั้น ใช่แต่เท่านั้น ยังมีคนอยู่เป็นอันมากที่ช่วยเปิดทางหาการงานให้แก่ผู้ที่อยากจะเป็นเสมียน ส่วนผู้ที่ปรารถนาจะช่วยให้คนได้ตั้งตัวเป็นชาวนา ชาวสวน หรือคนทำงานอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์เหมือนกันนั้นมีน้อยนัก ข้อที่ว่าบรรดากระทรวงทบวงการมีเสมียนมากกว่าความจำเป็นนั้น ถึงแม้ผู้ที่ดูแต่เผิน ๆ ก็เห็นได้ว่าเป็นความจริง เพราะฉะนั้นสถานที่เหล่านั้นจึ่งต้องจัดการถ่ายเทพวกที่เกินต้องการออกเสียเป็นครั้งคราว เพื่อได้รับคนใหม่ ๆ ต่อไป

ส่วนพวกที่ถูกคัดออกนั้นเล่าเป็นอย่างไรบ้าง? ข้อนี้แหละเป็นที่น่าสังเวชยิ่งนัก คนเราที่ปล่อยให้ชีวิตล่วงไปโดยทำการเป็นเสมียนเสียนานแล้ว จะไปทำงานการอะไรอื่นก็ไม่สามารถจะทำได้ ถ้าเขาเป็นคนที่ทำประโยชน์ได้อยู่ เขาก็คงจะได้เลื่อนขึ้นไปในตำแหน่งอื่น ไม่ต้องถูกคัดออก ก็เช่นนั้นเขาจะไปทำอะไรเล่า? เขาจะไปเป็นชาวนาไม่ได้ ด้วยเหตุผลหลายประการ ประการ 1 ก็เพราะความหยิ่งอันหามูลมิได้ของเขานั้นเอง เขาเห็นว่าไม่สมเกียรติยศที่จะไปหาการงานทำกับชาวนา ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นคนชั้นต่ำและสามัญ ครั้นเขาจะเป็นเจ้าของเองก็ไม่ได้ ด้วยเหตุว่าเป็นการเหลือวิสัยที่เขาจะเก็บหอมรอมริบไว้ได้จากเงินเดือนอันน้อย ซึ่งเขาต้องจับจ่ายซื้อสิ่งของซึ่งเขาถือว่าเป็นของจำเป็นในระหว่างที่เขาทำการเป็นเสมียนอยู่ แต่เหตุสำคัญที่เขาจะเป็นชาวนาไม่ได้นั้นก็คือ เขาตกลงใจไม่ได้ที่จะทิ้งเมืองไปอยู่ตามบ้านนอกขอกนา เพราะฉะนั้น พวกเสมียนที่เกินอัตราเหล่านี้จึงคงอยู่ในเมือง เที่ยวพยายามแสวงหาตำแหน่งเสมียนต่อไป และถ้าโชคดีก็คงจะเข้าได้ชั่วคราว แต่ไม่ช้าก็ต้องเปิดออกไปอีก ในระหว่างนี้อายุของเขาก็ล่วงเข้าไปทุกวัน และผู้ที่เป็นนายหรือก็ชอบใช้แต่เสมียนที่หนุ่ม เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะหางานทำก็มีน้อยเข้าทุกวันจนเป็นที่น่าอัศจรรย์ว่าเขาหาเลี้ยงชีพอยู่ได้อย่างไร ถ้าเขาเป็นผู้ที่มีนิสัยสุจริตเขาก็เลี่ยงไปตายอยู่ในที่ลับ ๆ แห่ง 1 ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครรู้จัก ไม่มีใครรัก ไม่มีใครอาลัย เป็นการลงเอยอย่างมืดแห่งชีวิตที่มืดไม่มีสาระ! แต่ถ้าความยากจนข้นแค้นของเขานำเขาไปสู่ทางทุจริต เขาอาจจะได้ความสนุกสนานอยู่พัก 1 แล้วเขาก็คงจะต้องยาตราเข้าสู่ศาลพระราชอาญาและไม่ช้าก็คงจะได้เข้าไปอยู่ในคุก แล้วต่อไปก็เท่ากับอันตรธาน ตกลงเป็นลงเอยอย่างน่าสังเวชทั้ง 2 สถาน

ดังนี้จะไม่เป็นการสมควรแลหรือ ที่เราจะสอนให้พวกหนุ่ม ๆ ของเราปรารถนาหาการงานอื่น ๆ อันพึงหวังประโยชน์ได้ดีกว่าการเป็นเสมียน ถ้าเราจะสอนเขาทั้งหลายให้รู้สึกเกียรติยศแห่งการที่จะเป็นผู้เพาะความสมบูรณ์ให้แก่ประเทศ เช่น ชาวนา ชาวสวน พ่อค้าและช่างต่าง ๆ จะไม่ดีกว่าหรือ? ท่านเชื่อหรือว่าพวกหนุ่ม ๆ ของเราจะทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมืองโดยทางการเป็นเสมียนมากกว่าทางอื่น ๆ? เราจะมีข้าวของเครื่องใช้อื่น ๆ ได้อย่างไร ถ้าเราไม่อุดหนุนคนจำพวกที่จะเพาะสิ่งของนั้น ๆ ขึ้น?

ท่านทั้งหลายจะช่วยได้เป็นอันมากด้วยความเห็นของท่าน เพราะว่าถึงแม้พวกหนุ่ม ๆ นั้นจะมีความคิดเห็นว่าตัวสำคัญปานใด ก็คงจะต้องฟังความเห็นของผู้อื่น ถ้าความเห็นของสาธารณชนเห็นว่าชาวนา ชาวสวน พ่อค้าและช่างต่างๆ มีเกียรติยศเสมอเสมียนและไม่ยกเสมียนขึ้นลอยไว้ในที่อันสูงเกินกว่าควร ก็จะเป็นประโยชน์ช่วยเหลือได้มาก

เพราะฉะนั้นท่านจะไม่ช่วยกันในทางนี้บ้างหรือ?

★★★

ได้อ่านเรื่องนี้เพราะเป็นบทเรียนในหนังสือวรรณคดีวิจักษ์

โคลนติดล้อ มีความหมายถึงเครื่องถ่วงรั้งความเจริญของประเทศชาติ ในตอนความนิยมเป็นเสมียน ต้องการสื่อถึงค่านิยมผิดๆเกี่ยวกับเลือกการประกอบอาชีพ

ข้าพเจ้าเพิ่งได้ทราบว่าค่านิยมในการเลือกประกอบอาชีพมีอยู่ในประเทศไทยมานานแล้ว แต่ข้าพเจ้าก็ยังคงไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเพราะเหตุใด ค่านิยมที่มีมานานนี้จึงได้ถีบไสอาชีพบางอาชีพให้ดูต่ำต้อยเสียเหลือเกิน เช่นอาชีพเกษตรกร ทั้งที่เกษตรกรรมก็เป็นงานหลักของคนไทยส่วนใหญ่ และมีความสำคัญมาก

หากจะเปรียบกับในปัจจุบัน ความนิยมเป็นเสมียนคงพอเทียบได้กับความนิยมเป็นแพทย์ ความนิยมเป็นวิศวะเสียละกระมัง ใครเลือกเรียนสายภาษา สายศิลปะ ก็ถือว่าเป็นผู้ที่ไม่มีความสามารถมากพอจะเรียนแผนวิทย์ นักเรียนแผนวิทย์ที่เลือกคณะวิทยาศาสตร์ก็ถูกว่าว่าไม่มีความสามารถมากพอจะเรียนหมออีก!!

ข้าพเจ้าคิดเสมอว่า เกษตรกรรมคือรากฐานของชีวิต วิทยาศาสตร์คือรากฐานของการพัฒนา

ทุกวันนี้พวกเราอยู่ได้ด้วยอะไรหากไม่ใช่อาหาร อาหารมาจากไหน?? มาจากเกษตรกรรม เกษตรกรรมไม่ดี ย่อมหมายถึงปากท้องคนทั้งชาติ ปัญหาน้ำแล้ง น้ำท่วม มีให้เห็นทุกปี เกษตรกรยากจน ผลผลิตราคาต่ำ ทำไมจึงยังเป็นปัญหา เมื่อนักศึกษาที่ร่ำเรียนมีความรู้ก็มีตั้งมากมาย??

แปลก..ทั้งที่ประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ แต่เกษตรกรรมกลับไม่พัฒนาเท่าที่ควร

อย่างที่กล่าวว่าวิทยาศาสตร์คือรากฐานของการพัฒนา วิทยาศาสตร์อาจไม่สามารถตอบได้ทุกปัญหา แต่ข้าพเจ้าคิดว่าความรู้วิทยาศาสตร์อย่างในทุกวันนี้เพียงพอที่จะแก้ปัญหาการดำรงชีวิตของมนุษย์ได้เกือบทุกปัญหา ปัญหาเกษตรกรรมก็เช่นกัน เพียงแต่ต้องมีนักวิทยาศาสตร์ที่จะทำการวิจัยอย่างจริงๆจังๆเท่านั้น

ประเทศของเราส่งเสริมวิทยาศาสตร์ประยุกต์ (แพทย์ วิศวกรรม เภสัชกรรม) แต่ไม่ส่งเสริมวิทยาศาสตร์ ทำให้ขาดแคลนนักวิจัย เมื่อไม่มีทุนสนับสนุน ก็ไม่มีใครสนใจจะเป็นนักวิจัย เมื่อไม่มีนักวิจัย ก็ไม่ต้องมีทุนสนับสนุนซะ เป็นเช่นนี้เรื่อยไป

ข้าพเจ้าคิดว่า เพราะจุดด้อยเรื่องค่านิยมนี่ล่ะ ที่ทำให้ประเทศเรายังไม่พัฒนา

ข้าพเจ้าไม่เถียง ว่าอาชีพอย่างแพทย์และวิศวะเป็นอาชีพที่สำคัญและจำเป็นอย่างมากต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ แต่ผู้อ่านมีข้อแย้งข้าพเจ้าหรือไม่ว่าแพทย์และวิศวะ ไม่สร้างการพัฒนาให้สังคมได้ดีเท่านักวิจัย

อีกสายอาชีพหนึ่งที่ยังคงมีผู้คัดค้านเมื่อบุตรหลานจะเลือกเรียนคือสายภาษาและศิลปะ

ตอนที่ข้าพเจ้าเป็นเด็กเตรียมสอบม.สี่ ข้าพเจ้าบอกทางบ้านว่า จะเรียนสายภาษา เพราะเป็นสิ่งที่ชอบและคิดว่าตัวเองทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่กลับได้รับคำตอบมาว่า บ้านเราไม่ได้มีเงินมากพอที่จะเลี้ยงคนว่างงานไปทั้งชีวิต

ทำไมเรียนสายภาษาแล้วต้องว่างงาน?? ก็คงเป็นเพราะค่านิยมจากสังคมอีกล่ะกระมัง ไม่มีการสนับสนุนก็ไม่มีงาน พอไม่มีงานก็ไม่มีคนเรียน พอไม่มีคนเรียนก็ไม่มีการสนับสนุน เพราะเรียนแล้วเป็นคนว่างงาน

ภาษามีจิตวิญญาณ หากไม่มีใครศึกษา จิตวิญญาณที่สืบทอดมานั้นคงสูญสลาย

ศิลปะเป็นสิ่งที่คอยขัดเกลาจิตใจของคนให้ละเอียดอ่อนนุ่มนวล เป็นสิ่งที่สร้างความงดงามให้โลก แม้สิ่งใดที่ธรรมดาแต่แต่งให้งามย่อมมีคนปรารถนา เมื่อมีคนปรารถนามูลค่าย่อมเพิ่ม ในทางกลับกันสิ่งใดที่ไม่งดงาม นานวันเข้าหากไม่คงตัวก็คงมีแต่ตกต่ำลง แล้วใครบ้างที่ไม่อยากได้มูลค่าสินค้าเพิ่มขึ้น หากว่าไม่มีใครสนใจศิลปะเสียแล้ว ชีวิตคงแห้งแล้วอับเฉาไม่ต่างไปกับต้นไม้ที่ไม่ได้รับน้ำ

เมื่อไรกันหนอ..ที่จะลบล้างค่านิยมเหล่านี้ไปได้เสียที

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

นั่นสิ เมื่อไหร่ค่านิยมแบบนี้จะหมดไปซะที...
ค่านิยมเรื่องอื่นๆอีกหลายเรื่องก็ด้วย..

#1 By :nakare: on 2008-01-15 21:13

เราเรียนศิลป์ คำนวณค่ะ sad smile
เราว่าเราโชคดีนะ พ่อแม่ไม่ว่าอะไร ปล่อยเรียนไป

ค่านิยมพวกนี้เราว่าแย่นะ..
ส่วนใหญ่เหมือนกันนะที่คิดประมาณว่า ใครเลือกสายศิลป์เป็นพวกขี้เกียจมั่ง เก่งไม่เท่าคนเลือกวิทย์มั่ง...
แต่ความจริงเราว่าแต่ละสาย มันขึ้นอยู่กับความถนัดมากกว่า (อันที่จริง รร.เรา สายศิลป์เรียนวิทย์ลึกพอๆกับวิทย์ แค่แบ่งปี เหอๆๆ)

ก็อย่างที่ จขบ.ว่าแหละค่ะ งานด้านนี้มันก็มีน้อย
ยิ่งถ้าพวกศิลป์ที่ศิลป์สุดๆจริงๆนี่ยิ่งแบบ.. เหอๆๆ

#2 By -+[@~AMECOCO~@]+- on 2008-01-15 21:38

เราเรียนศิลป์ คำนวณค่ะ sad smile
เราว่าเราโชคดีนะ พ่อแม่ไม่ว่าอะไร ปล่อยเรียนไป

ค่านิยมพวกนี้เราว่าแย่นะ..
ส่วนใหญ่เหมือนกันนะที่คิดประมาณว่า ใครเลือกสายศิลป์เป็นพวกขี้เกียจมั%B

#3 By -+[@~AMECOCO~@]+- on 2008-01-15 21:39

เรื่องนี้ก้เพิ่งเรียนไปไม่นานแหะ รู้สึกว่าสอนเราได้มากมายดีอ่ะ จะว่าไปพวกนี้ก้เป็นปัญหาที่แก้ยากเหมือนกันนะ เพราะใครๆก้ต่างอยากทำงานออฟฟิดอ่ะ

#4 By cha_o_chan on 2008-01-15 22:53

"นักเรียนแผนวิทย์ที่เลือกคณะวิทยาศาสตร์ก็ถูกว่าว่าไม่มีความสามารถมากพอจะเรียนหมออีก"

ถูกใจสุดๆ

เราไม่อยากเข้าหมอเพราะ
-ตอนคาบผ่าปอด เราก็รู้สึกว่า นี่ขนาดแค่ปอดหมูที่มันไม่มีชีวิตตูยังแทบลมจับ แล้วถ้าเป็นร่างกายคนทั้งคน คนที่ยังมีชีวิตอยู่ มาให้ตูรักษาแล้วมันจะรอดเรอะ
-มีประสบการณ์ที่ไม่ดีเกี่ยวกับหมอเยอะ(เช่นปวดหู ไปหาหมอแล้วหมอบอกว่าหูตูมีปัญหา ทั้งๆที่เขาแค่ถามคำถามให้ตอบแล้วตูตอบช้าเพราะกำลังคิดอยู่เท่านั้นเอง)
-เรื่องยาก็อีกอย่าง นึกถึงการอ่านที่เขาให้อ่านเรื่องยาฆ่าแมลงที่ใช้ไปแป๊บเดียวก็ต้องเปลี่ยนใหม่เพราะมีแมลงที่ต้านยาพวกนี้ได้ ลองคิดดูว่าถ้าเปลี่ยนจากไร่นามาเป็นร่างกายเรา เปลี่ยนยาฆ่าแมลงมาเป็นยารักษาโรค เปลี่ยนแมลงศัตรูพืชเป็นเชื้อโรค ผลจะเป็นยังไง
-กลัวผีsad smile

เราไม่อยากเรียนวิศวะเพราะ
-เราไม่ค่อยเห็นว่าผู้หญิงที่เรียนวิศวะ(ที่ไม่ใช่คอม)จะมีโอกาสได้ทำงานตามสาขาที่ตัวเองเรียนเท่าไหร่
-ฟิสิกส์ตูเน่ามากsad smile
-อ.ที่ค่ายโอชอบบอกว่าพวกวิศวะมันตกเคมีsad smile (รู้สึกเหตุผลดูไร้สาระมาก - -")

(แอบไม่เข้าใจว่าทำไมต้องบอกว่าเรียนวิจัย เรียนศิลปะแล้วไส้แห้งวะ ถ้าจบหมอ จบวิศวะแต่ไม่มีงานทำ มันไม่ไส้แห้งกว่าเรอะ)Hot!

#5 By TeChNiKoS[9.9796] on 2008-01-16 11:27

กำลังเรียนบทนี้อยู่พอดีเลยครับ
เห็นด้วยอย่างยิ่ง

#6 By cvane on 2008-01-16 15:08

ค่านิยมนี้ก็จะยังคงอยู่ต่อไป และมันเป็นค่านิยมที่มีในเกือบทุกชนชาติอย่างแน่นอนค่ะsad smile

แต่ถ้ามองในแง่ของการเรียนหมอ หมอเป็นวิชาชีพที่มีความสำคัญต่อชีวิต คนที่เรียนไม่เก่งจะไปเรียนหมอก็คงจะดูแปลกๆ อยู่ คงไม่มีใครอยากไปหาหมอที่ความสามารถในการวินิจฉัยโรคต่ำ ถามอะไรก็ตอบไม่ค่อยได้หรอกนะคะsad smile

จริงๆ ตอนจะขึ้น ม.ปลาย เราก็งอแงกับพ่อแม่ว่าอยากเรียนศิลป์ญี่ปุ่น แต่สุดท้ายก็ต้องเข้าเรียนวิทย์เพราะว่า"เรียนวิทย์แล้วตอนเอนท์สามารถเลือกคณะได้หลากหลายกว่า เรียนสายวิทย์จะเอนท์เข้าคณะศิลป์ก็ได้แต่เรียนศิลป์จะไม่สามารถเอนท์เข้าวิทย์ได้" " แต่สุดท้ายเราก็เอนท์เข้าคณะสายวิทย์อยู่ดี... sad smile

ตราบที่สังคมยังไม่ให้ความสำคัญกับศิลปะมากกว่านี้ ค่านิยมนี้ก็จะยังคงอยู่ไปอีกนานชั่วนานล่ะค่ะsad smile

#7 By ดุกดุ๋ย on 2008-01-16 17:38

ท่าจะหมดไปยากนะเนี่ยครับ

เพราะเห็นเจอคนเก่งๆกันทีไร ก็แนะนำให้เค้าไปเรียนหมอ เรียนวิศวะกันหมด

แล้วมานจะเหลือคนเก่งๆไปเรียนอย่างอื่นมั้ยเนี่ย angry smile

#8 By QuarterQuartz on 2008-01-16 19:06

เคยอ่านตอนเรียนวิชาภาษาไทยค่ะ

พระราชดำริของพระองค์ท่านใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัยจริง ๆ

#9 By ๐|Aki-Autumnz|๐ on 2008-01-16 20:33

เคยอ่านเหมือนกันค่ะตอนที่เรียนอยู่ตอนม.5 แต่เขามีให้อ่านในหนังสือเรียแค่4บทเท่านั้น นึกแล้วอยากอ่านตอนอื่นๆอีกจัง บทความของร.6นี้ให้ข้อคิดอะไรกับคนรุ่นหลังต่อเยอะแม้ว่าที่เขียนมาจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับคนสมัยนั้น แต่ถ้ามาเทียบดูแล้ว ก็ปรับใช้กับสมัยปัจจุบันได้ง่ายเลย อย่างเรื่องนิยมของต่างชาติ สมัยก่อนเป็นยังไง สมัยนี้ก็ยังเป็นอยู่นะsad smile

#10 By [AdeLiNe] on 2008-01-16 20:52

Hot! Hot! Hot!

แต่เอาเข้าจิงๆ สถานการณ์ปัจจุบันและอนาคตของหมอและวิศวะไม่ได้ย่ำแย่เหมือนเสมียนในบทความซักเท่าไหร่หรอกนะคะ .. ในขณะที่ถ้าเป็นพนักงานออฟฟิศอีกสายงานหนึ่งล่ะใช่เลย sad smile .. แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นคน เรามีทางเลือกหลากหลายเสมอ การศึกษาเป็นส่วนหนึ่งไม่ได้ตัดสินทั้งชีวิตของเราไม่ว่าจะเลือกเรียนอะไรก็ตามนะ .. ทุกอาชีพมีส่วนช่วยกันขับเคลื่อนสังคม ทุกคนคือฟันเฟืองที่สำคัญ .. ยังไงก็ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ นะจ๊ะ

Hot! Hot! Hot!

#11 By POR on 2008-01-16 23:25

เดี๋ยวนี้เค้านิยมเสมียนในเสื้อกราวครับ double wink

#12 By book on 2008-01-17 00:35

ดีครับๆ

#13 By ฟิวส์ on 2008-01-17 11:34

เป็นเสมียน..ย่อมดีกว่า..เป็นสมี
อ่ะๆ ไม่ต่อดีกว่า เป็นตัวอย่างไม่ดีแก่เยาวชน 555
สมัยพี่เรียนไม่แน่ใจว่ามีเรื่องนี้ไหม แต่ไม่น่าจะมีนะ
สมัย ม. ต้น ได้เรียนเรื่อง "พ่อแม่รังแกฉัน" แล้วก็ถูกใจมากๆเลย สอนเด็กวัยรุ่นได้เป็นอย่างดี
ขอให้น้องๆก้าวหน้าๆกันนะจ๊ะ จะเอ็นท์ก็ขอให้ได้คณะที่ชอบและสนใจจริงๆ
confused smile

#14 By your_natty on 2008-01-17 14:08

สีเขียวเจิดจรัส...

ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไรค่านิยมบ้าๆอย่างนี้จะหมดจากประเทศไทยซักที
สนับสนุนนักวิทยาศาสตร์ไทยและเกษตรกรไทยทุกคน!!

ชอบเรื่องนี้มากเลย ตั้งแต่ตอนย่อความในห้องแล้วล่ะ
เหมือนช่วยทำให้ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าตอนนี้ประเทศเรากำลังเป็นยังไง..

#15 By MaiKo ChiRarA on 2008-01-17 20:28

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นแบบนี้ ก็เพราะเด็กไทยเอาเวลาว่างไปเรียนพิเศษ จนไม่มีโอกาสได้ค้นหาตัวเองกันด้วยแหละ

สุดท้ายก็เลยไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ก็เลยต้องโอนอ่อนไปตามกระแสของสังคม- -"

#16 By Star* of Radiance on 2009-06-17 14:18


เพิ่งสอบไปวันนี้เองอ่ะ

^^~

#17 By MMMM (118.173.89.95) on 2009-07-17 20:21

นั่นสิ เมื่อไหร่ค่านิยมแบบนี้จะหมดไปซะที...
ค่านิยมเรื่องอื่นๆอีกหลายเรื่องก็ด้วย..

#18 By ธนาพงษ์ (203.172.220.209) on 2009-08-25 14:06

เราเด็กวิทย์นะ

ก้อจิงอย่างที่ว่ามา

ค่านิยมที่ว่าเปนค่านิยมที่ผิดมากมายมีทุกที่ ทุกชาติ
ทุกชนชั้น ทั้งที่มีการศึกษาหรือไม่มี

แต่เด็ดวิทย์บางคนที่เรียนไม่มีใครอยากเปนหรอก
พวกหมอ วิดวะเนี่ย มันเปนอะไรที่น่าเบื่อ

แต่ที่เลือกเรียนเพราะสายนี้มานมีทางเลือกเยอะกว่าสายอื่น เรียนแล้วไม่ได้สบายเหมือนสายอื่น
ต้องมานั่งจำเส้นประสาท สารสังเคาระห์แสง
สูตรเคมี ฟิสิก คณิด โอ้ยยมากมาย

ที่เลือกเรียนกานเพราะทุกคนลงความเหนว่า
ลำบากวันนี้สบายวันหน้า ไม่เชื่อก้อลองไปถามดูก้อได้เด็กวิทย์ไม่มีใครอยากเปนหมอกับวิดวะหรอก
ปวดหัววววววว

#19 By maiszaa (118.172.186.244) on 2009-09-20 14:33

สุดยอด

#20 By popularity (112.142.28.171) on 2009-10-27 01:30

ต้องการ บทย่อความเรื่องโคลนติดล้อ

ขอบคุนคร่า

#21 By ss (117.47.71.44) on 2009-11-12 17:55