โคลนติดล้อ ตอน ความนิยมเป็นเสมียน*
posted on 15 Jan 2008 19:53 by yvesnoir in story-telling
โคลนติดล้อ ตอน ความนิยมเป็นเสมียน
(บทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว)
ผลแห่งการบูชาหนังสือจนเกินเหตุ ตามที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วนั้น มีอยู่อีกอย่างหนึ่งซึ่งข้าพเจ้าจะขอเรียกว่า ความนิยมเป็นเสมียน เพราะจะหาคำให้สั้นกว่านี้ไม่ได้
การตั้งโรงเรียนขึ้นทั่วทั้งพระราชอาณาจักร ให้โอกาสแก่บรรดาชายหญิงทุก ๆ ขั้นได้ศึกษาให้รู้อ่านรู้เขียนหนังสือนั้น กลับให้ผลที่ทำให้เป็นที่รำคาญ และอาจจะทำให้รำคาญยิ่งกว่าที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้ก็เป็นได้ โดยไม่กล่าวถึงความเสียหายอย่างอื่นซึ่งจะพึงมีมาในไม่ช้าวัน
เด็กทุก ๆ คนซึ่งเล่าเรียนสำเร็จออกมาจากโรงเรียนล้วนแต่มีความหวังฝังอยู่ว่าจะได้มาเป็นเสมียน หรือเป็นเลขานุการ และจะได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งขึ้นเร็ว ๆ เป็นลำดับไป เด็กที่ออกมาจากโรงเรียนเหล่านี้ย่อมเห็นว่ากิจการอย่างอื่นไม่สมเกียรติยศนอกจากการเป็นเสมียน ข้าพเจ้าเองได้เคยพบเห็นพวกหนุ่ม ๆ ชนิดนี้หลายคนเป็นคนฉลาดและว่องไว และถ้าหากเขาทั้งหลายนั้นไม่มีความกระหายจะทำงานอย่างที่พวกเขาเรียกกันว่า "งานออฟฟิศ" มากีดขวางอยู่แล้ว เขาก็อาจจะทำประโยชน์ได้มาก การที่จะบอกให้เขาเหล่านี้กระทำตัวของเขาให้เป็นประโยชน์โดยกลับไปบ้านและช่วยบิดามารดาเขาทำการเพาะปลูกนั้นเป็นการป่วยกล่าวเสียเวลา เขาตอบว่าเขาเป็นผู้ที่ได้รับความศึกษามาจากโรงเรียนแล้ว ไม่ควรจะเสียเวลาไปทำงานชนิดซึ่งคนที่ไม่รู้หนังสือก็ทำได้ และเพราะเขาไม่อยากจะลืมวิชาที่เขาได้เรียนรู้มาจากโรงเรียนนั้นด้วย เพราะเหตุนี้เขาสู้สมัคร อดอยากอยู่ในกรุงเทพฯ ได้เงินเดือนเพียงเดือนละ 15 บาทหรือ 20 บาท ยิ่งกว่าที่จะกลับไปประกอบการเพื่อเพิ่มพูนความสมบูรณ์แห่งประเทศในภูมิลำเนาเดิมของเขา
นึกไปก็น่าประหลาดที่สุด ที่คนจำพวกนี้สู้อดทนต่อความลำบากเพื่อแสวงหาและรักษาตำแหน่งเสมียนของเขา ในเงินเดือน 15 บาทนี้พ่อเสมียนยังอุตส่าห์จำหน่ายจ่ายทรัพย์ได้ต่าง ๆ เช่นนุ่งผ้าม่วงสี ใส่เสื้อขาว สวมหมวกสักหลาด และในเวลาที่กลับจากออฟฟิศแล้วก็ต้องสวมกางเกงแพรจีนด้วย และจะต้องไปดูหนังอีกอาทิตย์ละ 2 ครั้งเป็นอย่างน้อย ต้องไปกินข้าวตามกุ๊กช๊อป แล้วยังมิหนำซ้ำจะต้องเสียค่าเช่าห้องอีกด้วย (หรือบางทีเขาจะไม่เสียก็ไม่ทราบ) ครั้นเมื่อเงินเดือนขึ้นเป็นเดือนละ 20 บาท เขาก็คิดอ่านแต่งงานทีเดียว (ข้าพเจ้าต้องขออธิบายคำว่าแต่งงานไว้ในวงเล็บในที่นี้ว่า ที่ข้าพเจ้าเรียกว่าแต่งงานนั้น ข้าพเจ้าพูดอย่างละม่อม เพราะว่าการแต่งงานชนิดนี้มักเป็นการชั่วคราวโดยมาก ซึ่งข้าพเจ้าจะได้กล่าวต่อไปในบทหน้า เพราะว่าเป็นโคลนก้อนหนึ่งซึ่งจะได้ยกขึ้นให้ท่านพิจารณาต่อไป)
ข้าพเจ้าย่อมเข้าใจอยู่ว่า ชายหนุ่มซึ่งได้ฝึกตัวให้คุ้นแก่ความสนุกสนานในเมือง ย่อมจะรู้สุกเบื่อหน่ายถิ่นฐานบ้านเดิมของเขาตามบ้านนอก และที่จะกล่าวว่าถ้าเขาอยู่ในเมือง เขาอาจจะทำประโยชน์ให้แก่บ้านเกิดเมืองนอนของเขาดีกว่าอยู่บ้านนอกนั้น เป็นความเหลวไหลโดยแท้ ท่านผู้มีความคิดคงจะเข้าใจได้ดีว่า อันประเทศอย่างเมืองไทยของเรานี้ ชาวนา ชาวสวน อาจจะทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมืองได้มากกว่าเสมียน ซึ่งเป็นแต่เครื่องมือเท่ากับปากกาและพิมพ์ดีด ซึ่งเขาใช้(หรือใช้ผิด) ถ้าจะเปรียบพืชที่เขาได้ทำให้งอกต้องนับว่าน้อยกว่าผลที่เขาได้กินเข้าไป แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังนึกว่าตัวเขาดีกว่าชาวนา และข้อที่ร้ายนั้น พวกเราทั้งหลายก็พลอยยอมให้เขาคิดเห็นเช่นนั้นเสียด้วย
เมื่อไรหนอ พวกหนุ่ม ๆ ของเราจึงจะเข้าใจได้บ้างว่า การเป็นชาวนา ชาวสวน หรือคนทำงานการอื่น ๆ นั้น ก็มีเกียรติยศเท่ากับที่จะเป็นผู้ทำงานด้วยปากกาเหมือนกัน? เมื่อไรจึงจะบังเกิดความรู้สึกเกียรติยศแห่งการงานอื่น ๆ นอกจากงานที่ทำด้วยปากกาแลพิมพ์ดีด?
คำตอบแห่งปัญหาข้อนี้ ก็เป็นดังที่กล่าวมาแล้วนั้นเอง กล่าวคือเป็นความผิดของเราทั้งหลายด้วยกัน มิใช่ความผิดของพวกหนุ่ม ๆ โดยเฉพาะเท่านั้นหามิได้ ถ้าเรายังคงแสดงความเห็นโดยประการต่าง ๆ ว่าเสมียนเป็นบุคคลชั้นที่สูงกว่าชาวนา ชาวสวน หรือพ่อค้าอยู่ตราบใด พวกหนุ่ม ๆ ของเราก็คงจะทะเยอทะยานฝักใฝ่ในทางเป็นเสมียนอยู่ตราบนั้น ใช่แต่เท่านั้น ยังมีคนอยู่เป็นอันมากที่ช่วยเปิดทางหาการงานให้แก่ผู้ที่อยากจะเป็นเสมียน ส่วนผู้ที่ปรารถนาจะช่วยให้คนได้ตั้งตัวเป็นชาวนา ชาวสวน หรือคนทำงานอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์เหมือนกันนั้นมีน้อยนัก ข้อที่ว่าบรรดากระทรวงทบวงการมีเสมียนมากกว่าความจำเป็นนั้น ถึงแม้ผู้ที่ดูแต่เผิน ๆ ก็เห็นได้ว่าเป็นความจริง เพราะฉะนั้นสถานที่เหล่านั้นจึ่งต้องจัดการถ่ายเทพวกที่เกินต้องการออกเสียเป็นครั้งคราว เพื่อได้รับคนใหม่ ๆ ต่อไป
ส่วนพวกที่ถูกคัดออกนั้นเล่าเป็นอย่างไรบ้าง? ข้อนี้แหละเป็นที่น่าสังเวชยิ่งนัก คนเราที่ปล่อยให้ชีวิตล่วงไปโดยทำการเป็นเสมียนเสียนานแล้ว จะไปทำงานการอะไรอื่นก็ไม่สามารถจะทำได้ ถ้าเขาเป็นคนที่ทำประโยชน์ได้อยู่ เขาก็คงจะได้เลื่อนขึ้นไปในตำแหน่งอื่น ไม่ต้องถูกคัดออก ก็เช่นนั้นเขาจะไปทำอะไรเล่า? เขาจะไปเป็นชาวนาไม่ได้ ด้วยเหตุผลหลายประการ ประการ 1 ก็เพราะความหยิ่งอันหามูลมิได้ของเขานั้นเอง เขาเห็นว่าไม่สมเกียรติยศที่จะไปหาการงานทำกับชาวนา ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นคนชั้นต่ำและสามัญ ครั้นเขาจะเป็นเจ้าของเองก็ไม่ได้ ด้วยเหตุว่าเป็นการเหลือวิสัยที่เขาจะเก็บหอมรอมริบไว้ได้จากเงินเดือนอันน้อย ซึ่งเขาต้องจับจ่ายซื้อสิ่งของซึ่งเขาถือว่าเป็นของจำเป็นในระหว่างที่เขาทำการเป็นเสมียนอยู่ แต่เหตุสำคัญที่เขาจะเป็นชาวนาไม่ได้นั้นก็คือ เขาตกลงใจไม่ได้ที่จะทิ้งเมืองไปอยู่ตามบ้านนอกขอกนา เพราะฉะนั้น พวกเสมียนที่เกินอัตราเหล่านี้จึงคงอยู่ในเมือง เที่ยวพยายามแสวงหาตำแหน่งเสมียนต่อไป และถ้าโชคดีก็คงจะเข้าได้ชั่วคราว แต่ไม่ช้าก็ต้องเปิดออกไปอีก ในระหว่างนี้อายุของเขาก็ล่วงเข้าไปทุกวัน และผู้ที่เป็นนายหรือก็ชอบใช้แต่เสมียนที่หนุ่ม เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะหางานทำก็มีน้อยเข้าทุกวันจนเป็นที่น่าอัศจรรย์ว่าเขาหาเลี้ยงชีพอยู่ได้อย่างไร ถ้าเขาเป็นผู้ที่มีนิสัยสุจริตเขาก็เลี่ยงไปตายอยู่ในที่ลับ ๆ แห่ง 1 ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครรู้จัก ไม่มีใครรัก ไม่มีใครอาลัย เป็นการลงเอยอย่างมืดแห่งชีวิตที่มืดไม่มีสาระ! แต่ถ้าความยากจนข้นแค้นของเขานำเขาไปสู่ทางทุจริต เขาอาจจะได้ความสนุกสนานอยู่พัก 1 แล้วเขาก็คงจะต้องยาตราเข้าสู่ศาลพระราชอาญาและไม่ช้าก็คงจะได้เข้าไปอยู่ในคุก แล้วต่อไปก็เท่ากับอันตรธาน ตกลงเป็นลงเอยอย่างน่าสังเวชทั้ง 2 สถาน
ดังนี้จะไม่เป็นการสมควรแลหรือ ที่เราจะสอนให้พวกหนุ่ม ๆ ของเราปรารถนาหาการงานอื่น ๆ อันพึงหวังประโยชน์ได้ดีกว่าการเป็นเสมียน ถ้าเราจะสอนเขาทั้งหลายให้รู้สึกเกียรติยศแห่งการที่จะเป็นผู้เพาะความสมบูรณ์ให้แก่ประเทศ เช่น ชาวนา ชาวสวน พ่อค้าและช่างต่าง ๆ จะไม่ดีกว่าหรือ? ท่านเชื่อหรือว่าพวกหนุ่ม ๆ ของเราจะทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมืองโดยทางการเป็นเสมียนมากกว่าทางอื่น ๆ? เราจะมีข้าวของเครื่องใช้อื่น ๆ ได้อย่างไร ถ้าเราไม่อุดหนุนคนจำพวกที่จะเพาะสิ่งของนั้น ๆ ขึ้น?
ท่านทั้งหลายจะช่วยได้เป็นอันมากด้วยความเห็นของท่าน เพราะว่าถึงแม้พวกหนุ่ม ๆ นั้นจะมีความคิดเห็นว่าตัวสำคัญปานใด ก็คงจะต้องฟังความเห็นของผู้อื่น ถ้าความเห็นของสาธารณชนเห็นว่าชาวนา ชาวสวน พ่อค้าและช่างต่างๆ มีเกียรติยศเสมอเสมียนและไม่ยกเสมียนขึ้นลอยไว้ในที่อันสูงเกินกว่าควร ก็จะเป็นประโยชน์ช่วยเหลือได้มาก
เพราะฉะนั้นท่านจะไม่ช่วยกันในทางนี้บ้างหรือ?
★★★
ได้อ่านเรื่องนี้เพราะเป็นบทเรียนในหนังสือวรรณคดีวิจักษ์
โคลนติดล้อ มีความหมายถึงเครื่องถ่วงรั้งความเจริญของประเทศชาติ ในตอนความนิยมเป็นเสมียน ต้องการสื่อถึงค่านิยมผิดๆเกี่ยวกับเลือกการประกอบอาชีพ
ข้าพเจ้าเพิ่งได้ทราบว่าค่านิยมในการเลือกประกอบอาชีพมีอยู่ในประเทศไทยมานานแล้ว แต่ข้าพเจ้าก็ยังคงไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเพราะเหตุใด ค่านิยมที่มีมานานนี้จึงได้ถีบไสอาชีพบางอาชีพให้ดูต่ำต้อยเสียเหลือเกิน เช่นอาชีพเกษตรกร ทั้งที่เกษตรกรรมก็เป็นงานหลักของคนไทยส่วนใหญ่ และมีความสำคัญมาก
หากจะเปรียบกับในปัจจุบัน ความนิยมเป็นเสมียนคงพอเทียบได้กับความนิยมเป็นแพทย์ ความนิยมเป็นวิศวะเสียละกระมัง ใครเลือกเรียนสายภาษา สายศิลปะ ก็ถือว่าเป็นผู้ที่ไม่มีความสามารถมากพอจะเรียนแผนวิทย์ นักเรียนแผนวิทย์ที่เลือกคณะวิทยาศาสตร์ก็ถูกว่าว่าไม่มีความสามารถมากพอจะเรียนหมออีก!!
ข้าพเจ้าคิดเสมอว่า เกษตรกรรมคือรากฐานของชีวิต วิทยาศาสตร์คือรากฐานของการพัฒนา
ทุกวันนี้พวกเราอยู่ได้ด้วยอะไรหากไม่ใช่อาหาร อาหารมาจากไหน?? มาจากเกษตรกรรม เกษตรกรรมไม่ดี ย่อมหมายถึงปากท้องคนทั้งชาติ ปัญหาน้ำแล้ง น้ำท่วม มีให้เห็นทุกปี เกษตรกรยากจน ผลผลิตราคาต่ำ ทำไมจึงยังเป็นปัญหา เมื่อนักศึกษาที่ร่ำเรียนมีความรู้ก็มีตั้งมากมาย??
แปลก..ทั้งที่ประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ แต่เกษตรกรรมกลับไม่พัฒนาเท่าที่ควร
อย่างที่กล่าวว่าวิทยาศาสตร์คือรากฐานของการพัฒนา วิทยาศาสตร์อาจไม่สามารถตอบได้ทุกปัญหา แต่ข้าพเจ้าคิดว่าความรู้วิทยาศาสตร์อย่างในทุกวันนี้เพียงพอที่จะแก้ปัญหาการดำรงชีวิตของมนุษย์ได้เกือบทุกปัญหา ปัญหาเกษตรกรรมก็เช่นกัน เพียงแต่ต้องมีนักวิทยาศาสตร์ที่จะทำการวิจัยอย่างจริงๆจังๆเท่านั้น
ประเทศของเราส่งเสริมวิทยาศาสตร์ประยุกต์ (แพทย์ วิศวกรรม เภสัชกรรม) แต่ไม่ส่งเสริมวิทยาศาสตร์ ทำให้ขาดแคลนนักวิจัย เมื่อไม่มีทุนสนับสนุน ก็ไม่มีใครสนใจจะเป็นนักวิจัย เมื่อไม่มีนักวิจัย ก็ไม่ต้องมีทุนสนับสนุนซะ เป็นเช่นนี้เรื่อยไป
ข้าพเจ้าคิดว่า เพราะจุดด้อยเรื่องค่านิยมนี่ล่ะ ที่ทำให้ประเทศเรายังไม่พัฒนา
ข้าพเจ้าไม่เถียง ว่าอาชีพอย่างแพทย์และวิศวะเป็นอาชีพที่สำคัญและจำเป็นอย่างมากต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ แต่ผู้อ่านมีข้อแย้งข้าพเจ้าหรือไม่ว่าแพทย์และวิศวะ ไม่สร้างการพัฒนาให้สังคมได้ดีเท่านักวิจัย
อีกสายอาชีพหนึ่งที่ยังคงมีผู้คัดค้านเมื่อบุตรหลานจะเลือกเรียนคือสายภาษาและศิลปะ
ตอนที่ข้าพเจ้าเป็นเด็กเตรียมสอบม.สี่ ข้าพเจ้าบอกทางบ้านว่า จะเรียนสายภาษา เพราะเป็นสิ่งที่ชอบและคิดว่าตัวเองทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่กลับได้รับคำตอบมาว่า บ้านเราไม่ได้มีเงินมากพอที่จะเลี้ยงคนว่างงานไปทั้งชีวิต
ทำไมเรียนสายภาษาแล้วต้องว่างงาน?? ก็คงเป็นเพราะค่านิยมจากสังคมอีกล่ะกระมัง ไม่มีการสนับสนุนก็ไม่มีงาน พอไม่มีงานก็ไม่มีคนเรียน พอไม่มีคนเรียนก็ไม่มีการสนับสนุน เพราะเรียนแล้วเป็นคนว่างงาน
ภาษามีจิตวิญญาณ หากไม่มีใครศึกษา จิตวิญญาณที่สืบทอดมานั้นคงสูญสลาย
ศิลปะเป็นสิ่งที่คอยขัดเกลาจิตใจของคนให้ละเอียดอ่อนนุ่มนวล เป็นสิ่งที่สร้างความงดงามให้โลก แม้สิ่งใดที่ธรรมดาแต่แต่งให้งามย่อมมีคนปรารถนา เมื่อมีคนปรารถนามูลค่าย่อมเพิ่ม ในทางกลับกันสิ่งใดที่ไม่งดงาม นานวันเข้าหากไม่คงตัวก็คงมีแต่ตกต่ำลง แล้วใครบ้างที่ไม่อยากได้มูลค่าสินค้าเพิ่มขึ้น หากว่าไม่มีใครสนใจศิลปะเสียแล้ว ชีวิตคงแห้งแล้วอับเฉาไม่ต่างไปกับต้นไม้ที่ไม่ได้รับน้ำ
เมื่อไรกันหนอ..ที่จะลบล้างค่านิยมเหล่านี้ไปได้เสียที







ค่านิยมเรื่องอื่นๆอีกหลายเรื่องก็ด้วย..
#1 By :nakare: on 2008-01-15 21:13