note* เท็กซ์ล้วนเลยค่ะ เป็นเรื่องทีเข้าใจยากนิดหน่อย ค่อยๆอ่านนะคะ

★★★

เอาล่ะ ก่อนจะเขียนอะไรเป็นสาระ ขอเกริ่นนำเรื่องนิดนึงก่อนละกันนะค้า

อย่างที่รู้กันว่าช่วงนี้เราว่าง เอ่อ..ว่างแบบเครียดๆอ่ะนะ เราก็เลยไปรื้อเอาการ์ตูนของอ.อิโต้ จุนจิออกมาอ่านใหม่ทั้งเซ็ตเลย (อ.อิโต้คือคนเขียนเรื่อง「ก้นหอยมรณะ」ค่ะ คิดว่าในไทย..เรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องที่ดังที่สุดของอ.อิโต้นะ)

ทีนี้ก็ไปเจอเรื่องสั้นใน「คลังสยองขวัญลงหลุม」(มันแบ่งคำอ่านยังไงเนี่ย??) คือเรื่อง「ฝันยาว

เล่าโดยคร่าวๆก็คือ เรื่องเกิดที่โรงพยาบาลแห่งนึง มีคนไข้สองคนที่ถูกกล่าวถึง คนแรกคือ มามิ เป็นผู้หญิงที่ไม่มีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับเธอเลย แต่ก็ป่วยจนต้องนอนรักษาตัวอยู่เป็นเดือนๆล่ะนะ สิ่งเดี่ยวที่เรารู้คือ เธอกลัวการดับสูญมาก พูดง่ายๆคือกลัวว่าตัวเองจะตายนั่นแหละ

ประเด็นหลักของเรื่องนี้อยู่ที่คนไข้อีกคนที่ชื่อ มุโคดะ ซึ่งป่วยเป็นโรคฝันยาวตามชื่อเรื่องนั่นเอง (อ้อ ขอทำความเข้าใจนิดนึงนะคะ งานของอ.อิโต้จะออกแนวไซไฟ จิตวิทยา เกี่ยวกับเรื่องที่ไม่เป็นจริง และไม่ต้องคิดหาเหตุผลว่าทำไมมันถึงเกิดขึ้นค่ะ)

อาการของมุโคดะคือการฝันที่ยาวนานมาก และฝันของเขานั้นก็เป็นฝันที่จริงจังเหมือนเขากำลังอยู่ในโลกแห่งความจริง ในช่วงแรก การหลับของเขาในหนึ่งคืน เขาจะอยู่ในความฝันราว 2-3 วัน ก็คือเวลาในโลกจริงๆผ่านไปคืนเดียว คนรอบข้างจะเห็นว่าเขาแค่หลับไป แต่เขาจะรู้สึกว่าตัวเองผ่านช่วงเวลามายาวนานกว่าหนึ่งคืน อาการของเขาทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จากที่ฝันครั้งนึง 2-3 วัน ก็กลายเป็นว่าการหลับของเขาในหนึ่งคืน เขาฝันยาวนานถึง 10 ปี 50 เลยทีเดียว

ผลที่เกิดขึ้นคืออะไร?? นั่นคือ มุโคดะเริ่มแยกแยะระหว่างความฝันกับความจริงไม่ได้ และเริ่มนึกเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน(ในโลกจริงๆ)ไม่ออก ลองคิดดูก็ได้ค่ะว่า เราจำเรื่องราวในวันที่ 15 เมษายน เมื่อสิบปีที่แล้วได้รึเปล่า?? แน่นอนว่าจำไม่ได้หรอกค่ะ กรณีของมุโคดะก็เช่นเดียวกัน เมื่อเขาฝัน เขารู้สึกว่าตัวเองได้ผ่านช่วงเวลามายาวนานถึง 10 ปี 50 ปี พอตื่นขึ้นมา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวาน(ในโลกจริงๆ) สำหรับเขาแล้วก็เหมือนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อนานมากมาแล้วนั่นเอง

ยิ่งมุโคดะฝันยาวนานขึ้นเท่าไหร่ เมื่อตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้น ร่างกายของเขาก็เริ่มเปลี่ยนไปทีละนิด เช่น ตอนที่ความฝันของเขายาวนาน 100 ปี เมื่อตื่นขึ้นมาเขาก็พูดด้วยสำเนียงแปลกๆ ซึ่งแพทย์เจ้าของอาการคาดว่า นั่นเป็นสำเนียงของคนในอีก 100 ปีข้างหน้า และเมื่อความฝันยาวนานเป็นพันปี รูปร่างซึ่งเดิมเป็นมนุษย์ธรรมดา ก็มีวิวัฒนาการไปจนแทบไม่เหมือนมนุษย์แล้ว (ประมาณว่า หัวโต แขนลีบ อย่างที่ในนิยายวิทยาศาสตร์ชอบจินตนาการถึงมนุษย์ในอนาคตน่ะค่ะ)

แพทย์เจ้าของอาการตรวจพบว่า ในกลางดึก มุโคดะจะมีอาการกรอกตาอย่างแรงเพียงชั่วขณะแล้วหยุดลงทันที แสดงว่าเขาฝันเพียงแค่เสี้ยววินาที แต่กลับรู้สึกว่ามันยาวนานเหลือเกิน

ในตอนจบของเรื่อง มุโคดะหลับฝันฝันไปโดยไม่ตื่นขึ้นมาอีก สุดท้าย ร่างกายของเขาก็แตกสลายเป็นผุยผง แต่เขาก็จะยังคงอยู่ในความฝันต่อไปแม้ว่าจะไม่มีร่างแล้วก็ตาม เพราะฝันของเขากลายเป็นนิรันดร์ที่ไม่มีจุดจบไปแล้ว

เขาเหลือแต่ร่างที่แตกล่อนและกลายเป็นสายลม จิตใจของเขาเดินทางอยู่ในฝันตลอดกาล

และในตอนจบจริงๆ แพทย์เจ้าของไข้ได้ค้นพบผลึกอะไรบางอย่างในสมองของมุโคดะ ซึ่งเขาคิดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับอาการฝันยาว จึงจ่ายผลึกนี่ให้แก่มามิผู้กลัวการดับสูญ โดยให้เหตุผลว่า

จิตใจของเธอจะคงอยู่ไปตลอดกาล แม้ว่านั่นจะเป็นเพียงภาพหลอนชั่วครู่ก็ตามที

★★★

จบเกริ่นเรื่องแล้วค่ะ ถึงจะยาวหน่อย แต่ถ้าอ่านก็น่าจะทำให้เข้าใจเรื่องต่อไปได้ง่ายขึ้นนะคะ

เรากลับมาอ่านเรื่องนี้อีกรอบแล้วทำให้คิดถึงปรัชญาบทนึงของ 「เรอเน เดส์การ์ตส์ (René Descartes)」 ค่ะ เราเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอ.อิโต้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากปรัชญาบทนี้รึเปล่า แต่คิดว่ามีส่วนที่ใกล้เคียงกันอยู่มากเ้หมือนกัน


เรอเน เดส์การ์ตส์ เป็นใคร??

เขา์เป็นนักคิดชาวฝรั่งเศส ซึ่่งเด็กม.ปลายเตรียมเอนท์ทุกคนต้องรู้จักเขา เพราะมีชื่ออยู่ในข้อสอบแอดมิชชั่นวิชาสังคม (= =) แต่่ส่วนใหญ่จะรู้จักในฐานะนักคณิตศาสตร์ที่คิดเกี่ยวกับระบบพิกัดคาร์ทีเชียน ซึ่งเป็นรากฐานของวิชาแคลคูลัสในเวลาต่อมา

ระบบพิกัดคาร์ทีเชียน คือการระบุตำแหน่งของจุดในแกน x และแกน y ที่เราคุ้นเคยกันนั่นแหละค่ะ เป็นการนำเรขาคณิตและพีชคณิตมาเชื่อมโยงกัน ในสมัยก่อนหน้านั้น สองวิชานี้จะแยกจากกันโดยสิ้นเชิง

ยกตัวอย่างผลจากแนวคิดของเดส์การ์ตส์ง่ายๆ ก็เช่นการหาคำตอบของสมการสองตัวแปรขึ้นไปโดยการสร้างกราฟแล้วหาจุดตัดของกราฟ ถ้าไม่มีแนวคิดของเดการ์ตส์ การหาคำตอบก็จะอาศัยการแก้สมการแบบที่เอาสมการมาลบกัน ซึ่งนั่นจะเป็นวิธีแบบพีชคณิตค่ะ


แต่นอกเหนือจากแนวคิดทางคณิตศาสตร์แล้ว เดส์การ์ตส์ยังมีแนวคิดทางปรัชญาด้วย ปรัชญาของเขาเน้นการพิสูจน์และค้นหาสิ่งที่มีอยู่จริง โดยที่แนวคิดนั้นจะต้องปราศจากข้อสงสัยและข้อโต้แย้งโดยสิ้นเชิง (ตรงนี้เราว่าคล้ายกับโสเครติสอยู่หน่อยน่ะค่ะ คือการโต้เถียงกันไปมาจนหาข้อสรุปที่ไม่มีใครโต้แย้งได้ ถือว่าสิ่งที่ไม่มีใครโต้แย้งได้นั้นคือความจริงที่สุด)

เดส์การ์ตส์บอกว่า เราไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าโลกนี้มีอยู่จริง แต่มนุษย์เรามีอยู่จริงเพราะมนุษย์มีจิตที่กำลังคิดอยู่ ซึ่งในภาษาละตินใช้คำว่า 「cogito ergo sum (เพราะฉันคิด ฉันจึงมีอยู่)


Q : แล้วเกี่ยวกับที่เราเกริ่นมาซะยาวยังไงล่ะ??

A : เพราะในหนังสือของเดส์การ์ตส์ เขายกตัวอย่างแนวคิดนี้ในเรื่องของความฝันค่ะ


เดส์การ์ตส์บอกว่า ในความฝันนั้น คนเรามีประสาทสัมผัสครบถ้วน สามารถรับรู้ทุกอย่างได้ราวกับว่ามันเกิดขึ้นจริง แต่เมื่อเราตื่นขึ้นมา เราก็พบว่าสิ่งที่เรารับรู้ได้ในความฝันนั้นไม่เป็นความจริง (ถ้าสมมุติว่าโลกนี้มีอยู่จริงนะคะ)

เพราะฉะนั้น ในโลกนี้ที่เราคิดว่ามันมีอยู่จริง โลกที่เราสามารถใช้ประสาทสัมผัสรับรู้สิ่งต่างๆ มันอาจจะไม่มีอยู่จริงก็ได้

ก็เหมือนกับมุโคดะในเรื่องที่เราเกริ่นไว้แหละค่ะ เขาคิดว่าโลกในความฝันของเขานั้นมีอยู่จริง แต่เมื่อตื่นขึ้นมากลับพบว่ามันเป็นแค่ความฝัน ถ้าคิดในแบบเดียวกัน โลกใบนี้อาจจะเป็นเหมือนโลกในความฝันของมุโคดะก็ได้ พรุ่งนี้เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา เราอาจจะพบว่าโลกที่เคยคิดว่ามันมีอยู่จริง แท้จริงแล้วเป็นเพียงแค่ความฝันยาวๆของเราเท่านั้น


ถ้าจะอธิบายแนวคิดของเดส์การ์ตส์ก็คือ

เรามีอยู่จริงเพราะเราคิดว่าของรอบกายเรามีอยู่

★โต๊ะ ตู้ เตียง เก้าอี้ ของรอบกาย มีอยู่เพราะเราคิดว่ามันมีอยู่ แต่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าสิ่งเหล่านั้นมีอยู่จริงหรือไม่

เหตุที่สิ่งที่กำลังคิดมีอยู่จริง นั่นเพราะว่า..เราสงสัยและต้องการพิสูจน์ว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้มีอยู่จริงมั้ย แต่เราไม่สงสัยว่า เรากำลังคิดอยู่จริงมั้ย เพราะฉะนั้น การที่เรากำลังคิด มันอยู่นอกเหนือข้อสงสัยที่มีต่อสิ่งต่างๆในโลก สิ่งที่กำลังคิดจึงมีตัวตนอยู่จริงในความคิดของเดส์การ์ตส์ค่ะ

ยกตัวอย่างเช่น เรามองโต๊ะหนึ่งตัว ภาพของโต๊ะตัวนั้นกระทบประสาทสัมผัสทางตาทำให้เราเห็นว่ามันเป็นโต๊ะกลม แล้วเราจึงคิดว่าโต๊ะตัวนั้นเป็นโต๊ะกลม และมีอยู่ตรงนั้นจริงๆ นี่คือการคิดโดยปกติของมนุษย์

แต่!

อย่างที่เราเขียนไปเืมื่อกี้ว่า ประสาทสัมผัสของเรารับรู้แม้กระทั่งในฝันที่ไม่มีอยู่จริงนะคะ

ดังนั้น!

เราจะเชื่อถือประสาทสัมผัสของเราไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น หรือ ผิวกาย ซึ่งถ้าหากว่าเราไม่เชื่อประสาทสัมผัสแล้ว เราจะพิสูจน์ไม่ได้เลยว่าโต๊ะตัวนั้นมีอยู่จริงและมีรูปร่างเป็นอย่างที่เราเห็น โต๊ะตัวนั้นอาจจะมีอยู่ หรือไม่มีอยู่ก็ได้ อาจจะไม่ได้มีรูปร่างอย่างนั้นก็ได้ แต่เราเพียงแค่คิดว่ามันมีอยู่เป็นรูปร่างนั้นเท่านั้น

และเราก็พิสูจน์ไม่ได้อีกเช่นกัน ว่าตัวเรามีแขน มีขา มีหัว มีลำตัว ในความคิดของเดส์การ์ตส์ มนุษย์เป็นก้่อนจิตที่กำลังคิดอยู่ บอกไม่ได้ว่ามีรูปร่างยังไง หรือแท้จริงแล้วอาจจะไม่มีรูปร่างเลยก็ได้ เป็นเหมือนมุโคดะและมามิ ที่ถึงร่างกายจะสูญสลายไปแล้ว แต่เมื่อจิตยังคงมีการคิด นั่นก็แสดงว่าพวกเขายังมีตัวตนอยู่จริง


จิตใจของเธอจะคงอยู่ไปตลอดกาล แม้ว่านั่นจะเป็นเพียงภาพหลอนชั่วครู่ก็ตามที

จิตจะคงอยู่ตลอดไปเพราะนั่นคือฝันที่เป็นนิรันดร์ แม้ว่าจะอยู่ในความฝัน ตราบใดที่ยังมีการคิด คนคนนั้นก็จะยังคงมีตัวตนอยู่

คุณหมอพูดประโยคนี้เพราะคิดว่าโลกที่ตนอาศัยอยู่นั้นมีอยู่จริง ซึ่งบางที..โลกใบนั้นอาจเป็นเพียงแค่ความฝัน เพียงแต่ความฝันของคุณหมอมีที่สิ้นสุด เืมื่อจิตหยุดการคิดก็เท่ากับว่าก้อนจิตนั้นไม่มีอยู่จริง หมายถึงความตายอันเป็นจุดจบของความฝันนั่นเอง

★★★

แฮ่~ จบแล้วล่ะค่ะ เป็นเรื่องที่เข้าใจยากจริงๆ แต่เราก็อยากเขียนนะ เพราะชอบปรัชญาอันนี้มาก (คงเพราะชอบคนชื่อเรอเนอยู่แล้วด้วยล่ะมั้งคะ (ฮา)) พอดีไปอ่านเจอเรื่องฝันยาว แล้วก็คิดว่าอ.อิโต้แอบได้แรงบันดาลใจมารึเปล่าน้า เลยได้เรื่องเขียน

แต่ เราลองอ่านทวนดูแล้วก็อยากจะบอกว่า อย่าเชื่อเรื่องที่เราเขียนมากนะคะ (หัวเราะ) ข้อความส่วนใหญ่เราเขียนขึ้นมาเองจากความเข้าใจของเราที่มีต่อปรัชญาอันนี้ ซึ่งมันอาจจะผิดก็ได้ เพราะไม่เคยเรียน และไม่รู้จะไปถามหรือถกกับใครน่ะค่ะ (= =)

ดังนั้น ถ้าใครจะมาถกหรือจะกรุณาให้ความเข้าใจที่ถูกต้อง จะดีใจมากเลยล่ะค่ะ (^^")

สุดท้ายก็สรุปสั้นๆว่า

อย่าเชื่อในสิ่งที่คุณเห็น

เป็นอันว่าจบเรื่องที่อยากเขียนแล้วค่ะ พบกันใหม่โอกาสหน้า :))

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เคยอ่านเรื่องนี้เหมือนกันครับ Hot!
...

เดส์การ์ตส์เป็นนักปรัชญาเหตุผลนิยม เขาให้ความสำคัญกับความคิดและเหตุผลมากจนเชื่อว่ามันคือความจริงที่ประกอบขึ้นเป็นโลกใบนี้ ฉะนั้น, สิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นจากความคิด และสามารถหาเหตุผลอธิบายได้ ย่อมเป็นสิ่งจริงแท้ที่เป็นนิรันดร์ เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วก่อนหน้า และจะดำรงอยู่ต่อไปไม่สิ้นสุด

นั่นเป็นคำอธิบายว่า ทำไมเขาจึงเทิดทูนคณิตศาสตร์และการให้เหตุผลเชิงนิรนัยยิ่งกว่าศาสตร์อื่นใดทั้งปวง เพราะสองสิ่งนี้ตอบสนองความเชื่อของเขาได้ดีที่สุดนั่นเอง

ข้อสรุปของเดส์การ์ตส์เป็นเรื่องน่าสนใจมาก เพราะเท่ากับประกาศต่อโลกเลยว่า คนเราดำรงอยู่ได้ด้วยจิต ซึ่งเป็นผู้สร้างความคิดให้เกิดขึ้น และเพราะมีความคิดนี่เอง มนุษย์จึงดำรงอยู่ได้ไม่สูญหาย

...

หากเชื่อในความคิด ทุกสิ่งก็เป็นจริงอย่างใจหวังครับ

#1 By รัตนาดิศร on 2009-04-19 19:51

เพราะ

เราคิด

เราจึงเห็น

big smile

#2 By tiew@fine on 2009-04-19 20:21

surprised smile อ๊ะ เชื่อแบบนี้เต็มๆเลย ฮ่าๆๆ

#3 By :nakare: on 2009-04-19 20:37

ไม่มีความจริงใดจริงกว่าสิ่งตรงหน้าครับ
ไม่ว่าสิ่งไหนดูเหมือนจะจริงเพียงใด
แต่หากผ่านปัจจุบันไปมันก็ไม่จริงอีกต่อไปแล้วครับconfused smile

#4 By Nerd de Scriptorus on 2009-04-19 21:12

surprised smile surprised smile surprised smile

#5 By b-padung Studio on 2009-04-19 21:56

อ่านแล้วเมา มึน

แต่...มันก็เหมือนกับพวกหลักธรรมที่เราเอาไปเทศน์ให้อ.ที่สัมภาษณ์ฟังเลยแฮะ

#6 By Star* of Radiance on 2009-04-19 23:05

นึกถึงเรื่องการสัมผัสและการรับรู้สิ่งต่าง ๆ ครับ

ตอนนี้นึกต่อยอดหลังจากอ่านจบในเชิงของพุทธศาสนาครับ เกี่ยวกับเรื่องการเดินทางของจิต พูดทิ้งเชื้อไว้อย่างหนึ่งครับ ผมนึกถึงเวลาที่เรานึกถึงสถานที่ต่าง ๆ ที่อยู่ห่างไกลตัวเราออกไป เราจะนึกภาพและบรรยากาศต่าง ๆ ได้

ตอนนั้นจิตเดินทางไปแล้วครับ ดับและเกิดตลอดเวลา double wink

#7 By nora on 2009-04-20 00:15

เพราะคิดก็เลยยังมีตัวตนอยู่

แต่ถ้าไม่คิด ไม่มีตัวตน เป็นการดับทุกอย่าง
มันจะเป็นการนิพพานรึเปล่าน้อ?sad smile

#8 By toma on 2009-04-20 00:32

La Pomme : มันคือ Meditation สินะ

เพิ่งจะสอบไปเมื่อเทอมที่แล้ว orz

เดการ์ดส่งนกมาจิกหัวซะเละ -"-

การเรียนปรัชญาช่วยให้คุณเพ้อและเถียงกับคนอื่นๆได้มันขึ้น +=w=b


#9 By Pl@y-M@Te on 2009-04-20 17:48

เคยอ่านเจอว่า มนุษย์เรารับรู้โลกผ่านตัวรับสัมผัสต่างๆ
ดังนั้นเราตอบไม่ได้ว่า เรารับรู้ของจริงหรือว่าโดนหลอกกันแน่
สีเขียวของเรา กับสีเขียวของเขา อาจจะไม่เหมือนกันก็ได้

#10 By โก๋สิจ๊ะ on 2009-04-20 19:51

มาขออนุญาตพาดพิง ครับ

จักเอาเรื่องนี้ไปเขียนเป็นเอ็นทรี่ใหม่

เจริญยิ่งในสติปัฏฐาน ฯ

#11 By Dhammasarokikku on 2009-04-21 05:11

ชอบ จุนจิ อิโต้ เหมือนกันสินะ ชอบๆ มีสาระ Hot! Hot! Hot! Hot!

#12 By Cotton on 2009-04-21 07:04

Hot!

big smile เพราะมีเหตุ จึงมีผล

#13 By K r a i on 2009-04-21 13:48

ชอบเวลาแกเขียนมากกกอ่ะ
แบบความคิดแกชอบมีอะไรแปลกๆกว่าคนอื่น
แต่ก็เป็นความคิดที่ดีนะะะ

#14 By ฝัน (58.8.52.66) on 2009-04-22 17:44

อา........... ปวดหัวเลย

เพราะเราสามารถสงสัยได้ในทุกอย่าง แต่เราไม่สามารถสงสัยได้ว่าเรากำลังสงสัยอยู่รึเปล่า เพราะทันทีที่เรากำลังคิดว่า "ตัวเรานี้กำลังคิดอยู่รึเปล่า" เราก็ได้คิดอยู่ในขณะนั้นแล้ว เราจึงไม่สามารถสงสัยในการคิดของเราได้

สำหรับคนที่ถือว่าสิ่งที่สงสัยไม่ได้คือสิ่งที่ "มีจริง" (จริงที่ไม่ได้จำกัดแค่ตาเห็น หูได้ยิน สัมผัสได้ แต่เป็นจริงที่ มีอยู่ "จริง" แม้เราจะไม่สามารถรับรู้มันได้) การที่ "คนเราคิด" เป็นสิ่งที่สงสัยไม่ได้ จึงเป็นเสมือนข้อค้ำประกันว่า ชั้นที่คิดจึงมีอยู่จริง


และอันที่จริงแล้ว เราเองก็เป็น skeptic จริง ด้วยเหมือนกัน 5555+ ปรัชญาตะวันตกนี่น่าปวดหัว

#15 By LUMiN on 2009-04-22 19:12

วิธีอ่านที่ถูกต้องโดยใช้เครื่องหมายทางคณิตศาสตร์เข้ามาช่วย:
[b]"คลังสยองขวัญลงหลุม"[b]
= คลัง (สยองขวัญ(ลงหลุม))

การกลอกตาอย่างรวดเร็วขณะฝัน เป็นข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ เรียกว่า REM: Rapid Eye Movement

ฝันยาวที่ว่ามา น่ากลัวจะเป็น eternal (bad) dream กระมัง ถึงรู้สึกทรมานน่ะ
(ถ้าเป็นฝันดีคงไม่อยากตื่นกันหรอก)

การให้ความสำคัญกับสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เราเรียกว่า "จิตนิยม" และแนวคิดของเดส์การ์ตก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน
เรื่อง "ความจริง" กับ "ความฝัน" มีให้พบเห็นได้ในหนัง "The Matrix" ซึ่งท้ายที่สุดแล้วเราก็ยังไม่รู้หรอกว่าอะไรคือความฝันและอะไรคือความจริงกันแน่ ดูเหมือนสองสิ่งนี้จะอยู่ไกลเกินความเข้าใจของมนุษย์มาก

แต่ที่แน่ๆ
กายเป็นที่อยู่แห่งจิต
จิตสิงสถิตอยู่ในกาย

ไม่มีจิตลอยๆ
ไม่มีกายลอยๆ

ดังนั้น อย่ายึดมั่นกับจิตนิยม หรือวัตถุนิยมแต่เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเลยครับ...สองสิ่งนี้อยู่ควบคู่กันแน่นอน big smile

#16 By YAI4056 on 2009-06-21 18:30

เทอมหน้าลงเรียนปรัชญาซะนะ เอเห็นๆ อิอิ
เรียนเวสซีฟก็เจอพี่แก เรียนปรัชญาก็เจออีก หนีไม่พ้นนน แง้ open-mounthed smile sad smile
แนวความคิดของเรอเน่บางส่วนเราว่าแอบคล้ายศาสนาพุทธนิดนึง
ทว่าจริงๆแล้วไม่ใช่อ่ะ แต่ก็ชอบ(แต่ไม่ชอบตอนเขียนสอบบบบ)

#17 By Runrunpyon on 2009-08-02 15:47