เพราะฉันคิด ฉันจึงมีอยู่*
posted on 19 Apr 2009 19:35 by yvesnoir in story-tellingnote* เท็กซ์ล้วนเลยค่ะ เป็นเรื่องทีเข้าใจยากนิดหน่อย ค่อยๆอ่านนะคะ
★★★
เอาล่ะ ก่อนจะเขียนอะไรเป็นสาระ ขอเกริ่นนำเรื่องนิดนึงก่อนละกันนะค้า
อย่างที่รู้กันว่าช่วงนี้เราว่าง เอ่อ..ว่างแบบเครียดๆอ่ะนะ เราก็เลยไปรื้อเอาการ์ตูนของอ.อิโต้ จุนจิออกมาอ่านใหม่ทั้งเซ็ตเลย (อ.อิโต้คือคนเขียนเรื่อง「ก้นหอยมรณะ」ค่ะ คิดว่าในไทย..เรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องที่ดังที่สุดของอ.อิโต้นะ)
ทีนี้ก็ไปเจอเรื่องสั้นใน「คลังสยองขวัญลงหลุม」(มันแบ่งคำอ่านยังไงเนี่ย??) คือเรื่อง「ฝันยาว」
เล่าโดยคร่าวๆก็คือ เรื่องเกิดที่โรงพยาบาลแห่งนึง มีคนไข้สองคนที่ถูกกล่าวถึง คนแรกคือ มามิ เป็นผู้หญิงที่ไม่มีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับเธอเลย แต่ก็ป่วยจนต้องนอนรักษาตัวอยู่เป็นเดือนๆล่ะนะ สิ่งเดี่ยวที่เรารู้คือ เธอกลัวการดับสูญมาก พูดง่ายๆคือกลัวว่าตัวเองจะตายนั่นแหละ
ประเด็นหลักของเรื่องนี้อยู่ที่คนไข้อีกคนที่ชื่อ มุโคดะ ซึ่งป่วยเป็นโรคฝันยาวตามชื่อเรื่องนั่นเอง (อ้อ ขอทำความเข้าใจนิดนึงนะคะ งานของอ.อิโต้จะออกแนวไซไฟ จิตวิทยา เกี่ยวกับเรื่องที่ไม่เป็นจริง และไม่ต้องคิดหาเหตุผลว่าทำไมมันถึงเกิดขึ้นค่ะ)
อาการของมุโคดะคือการฝันที่ยาวนานมาก และฝันของเขานั้นก็เป็นฝันที่จริงจังเหมือนเขากำลังอยู่ในโลกแห่งความจริง ในช่วงแรก การหลับของเขาในหนึ่งคืน เขาจะอยู่ในความฝันราว 2-3 วัน ก็คือเวลาในโลกจริงๆผ่านไปคืนเดียว คนรอบข้างจะเห็นว่าเขาแค่หลับไป แต่เขาจะรู้สึกว่าตัวเองผ่านช่วงเวลามายาวนานกว่าหนึ่งคืน อาการของเขาทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จากที่ฝันครั้งนึง 2-3 วัน ก็กลายเป็นว่าการหลับของเขาในหนึ่งคืน เขาฝันยาวนานถึง 10 ปี 50 เลยทีเดียว
ผลที่เกิดขึ้นคืออะไร?? นั่นคือ มุโคดะเริ่มแยกแยะระหว่างความฝันกับความจริงไม่ได้ และเริ่มนึกเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน(ในโลกจริงๆ)ไม่ออก ลองคิดดูก็ได้ค่ะว่า เราจำเรื่องราวในวันที่ 15 เมษายน เมื่อสิบปีที่แล้วได้รึเปล่า?? แน่นอนว่าจำไม่ได้หรอกค่ะ กรณีของมุโคดะก็เช่นเดียวกัน เมื่อเขาฝัน เขารู้สึกว่าตัวเองได้ผ่านช่วงเวลามายาวนานถึง 10 ปี 50 ปี พอตื่นขึ้นมา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวาน(ในโลกจริงๆ) สำหรับเขาแล้วก็เหมือนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อนานมากมาแล้วนั่นเอง
ยิ่งมุโคดะฝันยาวนานขึ้นเท่าไหร่ เมื่อตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้น ร่างกายของเขาก็เริ่มเปลี่ยนไปทีละนิด เช่น ตอนที่ความฝันของเขายาวนาน 100 ปี เมื่อตื่นขึ้นมาเขาก็พูดด้วยสำเนียงแปลกๆ ซึ่งแพทย์เจ้าของอาการคาดว่า นั่นเป็นสำเนียงของคนในอีก 100 ปีข้างหน้า และเมื่อความฝันยาวนานเป็นพันปี รูปร่างซึ่งเดิมเป็นมนุษย์ธรรมดา ก็มีวิวัฒนาการไปจนแทบไม่เหมือนมนุษย์แล้ว (ประมาณว่า หัวโต แขนลีบ อย่างที่ในนิยายวิทยาศาสตร์ชอบจินตนาการถึงมนุษย์ในอนาคตน่ะค่ะ)
แพทย์เจ้าของอาการตรวจพบว่า ในกลางดึก มุโคดะจะมีอาการกรอกตาอย่างแรงเพียงชั่วขณะแล้วหยุดลงทันที แสดงว่าเขาฝันเพียงแค่เสี้ยววินาที แต่กลับรู้สึกว่ามันยาวนานเหลือเกิน
ในตอนจบของเรื่อง มุโคดะหลับฝันฝันไปโดยไม่ตื่นขึ้นมาอีก สุดท้าย ร่างกายของเขาก็แตกสลายเป็นผุยผง แต่เขาก็จะยังคงอยู่ในความฝันต่อไปแม้ว่าจะไม่มีร่างแล้วก็ตาม เพราะฝันของเขากลายเป็นนิรันดร์ที่ไม่มีจุดจบไปแล้ว
「เขาเหลือแต่ร่างที่แตกล่อนและกลายเป็นสายลม จิตใจของเขาเดินทางอยู่ในฝันตลอดกาล」
และในตอนจบจริงๆ แพทย์เจ้าของไข้ได้ค้นพบผลึกอะไรบางอย่างในสมองของมุโคดะ ซึ่งเขาคิดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับอาการฝันยาว จึงจ่ายผลึกนี่ให้แก่มามิผู้กลัวการดับสูญ โดยให้เหตุผลว่า
「จิตใจของเธอจะคงอยู่ไปตลอดกาล แม้ว่านั่นจะเป็นเพียงภาพหลอนชั่วครู่ก็ตามที」
★★★
จบเกริ่นเรื่องแล้วค่ะ ถึงจะยาวหน่อย แต่ถ้าอ่านก็น่าจะทำให้เข้าใจเรื่องต่อไปได้ง่ายขึ้นนะคะ
เรากลับมาอ่านเรื่องนี้อีกรอบแล้วทำให้คิดถึงปรัชญาบทนึงของ 「เรอเน เดส์การ์ตส์ (René Descartes)」 ค่ะ เราเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอ.อิโต้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากปรัชญาบทนี้รึเปล่า แต่คิดว่ามีส่วนที่ใกล้เคียงกันอยู่มากเ้หมือนกัน
เรอเน เดส์การ์ตส์ เป็นใคร??
เขา์เป็นนักคิดชาวฝรั่งเศส ซึ่่งเด็กม.ปลายเตรียมเอนท์ทุกคนต้องรู้จักเขา เพราะมีชื่ออยู่ในข้อสอบแอดมิชชั่นวิชาสังคม (= =) แต่่ส่วนใหญ่จะรู้จักในฐานะนักคณิตศาสตร์ที่คิดเกี่ยวกับระบบพิกัดคาร์ทีเชียน ซึ่งเป็นรากฐานของวิชาแคลคูลัสในเวลาต่อมา
ระบบพิกัดคาร์ทีเชียน คือการระบุตำแหน่งของจุดในแกน x และแกน y ที่เราคุ้นเคยกันนั่นแหละค่ะ เป็นการนำเรขาคณิตและพีชคณิตมาเชื่อมโยงกัน ในสมัยก่อนหน้านั้น สองวิชานี้จะแยกจากกันโดยสิ้นเชิง
ยกตัวอย่างผลจากแนวคิดของเดส์การ์ตส์ง่ายๆ ก็เช่นการหาคำตอบของสมการสองตัวแปรขึ้นไปโดยการสร้างกราฟแล้วหาจุดตัดของกราฟ ถ้าไม่มีแนวคิดของเดการ์ตส์ การหาคำตอบก็จะอาศัยการแก้สมการแบบที่เอาสมการมาลบกัน ซึ่งนั่นจะเป็นวิธีแบบพีชคณิตค่ะ
แต่นอกเหนือจากแนวคิดทางคณิตศาสตร์แล้ว
เดส์การ์ตส์ยังมีแนวคิดทางปรัชญาด้วย
ปรัชญาของเขาเน้นการพิสูจน์และค้นหาสิ่งที่มีอยู่จริง
โดยที่แนวคิดนั้นจะต้องปราศจากข้อสงสัยและข้อโต้แย้งโดยสิ้นเชิง
(ตรงนี้เราว่าคล้ายกับโสเครติสอยู่หน่อยน่ะค่ะ
คือการโต้เถียงกันไปมาจนหาข้อสรุปที่ไม่มีใครโต้แย้งได้
ถือว่าสิ่งที่ไม่มีใครโต้แย้งได้นั้นคือความจริงที่สุด)
เดส์การ์ตส์บอกว่า เราไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าโลกนี้มีอยู่จริง แต่มนุษย์เรามีอยู่จริงเพราะมนุษย์มีจิตที่กำลังคิดอยู่ ซึ่งในภาษาละตินใช้คำว่า 「cogito ergo sum (เพราะฉันคิด ฉันจึงมีอยู่)」
Q : แล้วเกี่ยวกับที่เราเกริ่นมาซะยาวยังไงล่ะ??
A : เพราะในหนังสือของเดส์การ์ตส์ เขายกตัวอย่างแนวคิดนี้ในเรื่องของความฝันค่ะ
เดส์การ์ตส์บอกว่า ในความฝันนั้น คนเรามีประสาทสัมผัสครบถ้วน
สามารถรับรู้ทุกอย่างได้ราวกับว่ามันเกิดขึ้นจริง แต่เมื่อเราตื่นขึ้นมา
เราก็พบว่าสิ่งที่เรารับรู้ได้ในความฝันนั้นไม่เป็นความจริง
(ถ้าสมมุติว่าโลกนี้มีอยู่จริงนะคะ)
เพราะฉะนั้น ในโลกนี้ที่เราคิดว่ามันมีอยู่จริง โลกที่เราสามารถใช้ประสาทสัมผัสรับรู้สิ่งต่างๆ มันอาจจะไม่มีอยู่จริงก็ได้
ก็เหมือนกับมุโคดะในเรื่องที่เราเกริ่นไว้แหละค่ะ เขาคิดว่าโลกในความฝันของเขานั้นมีอยู่จริง แต่เมื่อตื่นขึ้นมากลับพบว่ามันเป็นแค่ความฝัน ถ้าคิดในแบบเดียวกัน โลกใบนี้อาจจะเป็นเหมือนโลกในความฝันของมุโคดะก็ได้ พรุ่งนี้เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา เราอาจจะพบว่าโลกที่เคยคิดว่ามันมีอยู่จริง แท้จริงแล้วเป็นเพียงแค่ความฝันยาวๆของเราเท่านั้น
ถ้าจะอธิบายแนวคิดของเดส์การ์ตส์ก็คือ
★เรามีอยู่จริงเพราะเราคิดว่าของรอบกายเรามีอยู่
★โต๊ะ ตู้ เตียง เก้าอี้ ของรอบกาย มีอยู่เพราะเราคิดว่ามันมีอยู่ แต่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าสิ่งเหล่านั้นมีอยู่จริงหรือไม่
เหตุที่สิ่งที่กำลังคิดมีอยู่จริง นั่นเพราะว่า..เราสงสัยและต้องการพิสูจน์ว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้มีอยู่จริงมั้ย แต่เราไม่สงสัยว่า เรากำลังคิดอยู่จริงมั้ย เพราะฉะนั้น การที่เรากำลังคิด มันอยู่นอกเหนือข้อสงสัยที่มีต่อสิ่งต่างๆในโลก สิ่งที่กำลังคิดจึงมีตัวตนอยู่จริงในความคิดของเดส์การ์ตส์ค่ะ
ยกตัวอย่างเช่น เรามองโต๊ะหนึ่งตัว ภาพของโต๊ะตัวนั้นกระทบประสาทสัมผัสทางตาทำให้เราเห็นว่ามันเป็นโต๊ะกลม แล้วเราจึงคิดว่าโต๊ะตัวนั้นเป็นโต๊ะกลม และมีอยู่ตรงนั้นจริงๆ นี่คือการคิดโดยปกติของมนุษย์
แต่!
อย่างที่เราเขียนไปเืมื่อกี้ว่า ประสาทสัมผัสของเรารับรู้แม้กระทั่งในฝันที่ไม่มีอยู่จริงนะคะ
ดังนั้น!
เราจะเชื่อถือประสาทสัมผัสของเราไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น หรือ ผิวกาย ซึ่งถ้าหากว่าเราไม่เชื่อประสาทสัมผัสแล้ว เราจะพิสูจน์ไม่ได้เลยว่าโต๊ะตัวนั้นมีอยู่จริงและมีรูปร่างเป็นอย่างที่เราเห็น โต๊ะตัวนั้นอาจจะมีอยู่ หรือไม่มีอยู่ก็ได้ อาจจะไม่ได้มีรูปร่างอย่างนั้นก็ได้ แต่เราเพียงแค่คิดว่ามันมีอยู่เป็นรูปร่างนั้นเท่านั้น
และเราก็พิสูจน์ไม่ได้อีกเช่นกัน ว่าตัวเรามีแขน มีขา มีหัว มีลำตัว ในความคิดของเดส์การ์ตส์ มนุษย์เป็นก้่อนจิตที่กำลังคิดอยู่ บอกไม่ได้ว่ามีรูปร่างยังไง หรือแท้จริงแล้วอาจจะไม่มีรูปร่างเลยก็ได้ เป็นเหมือนมุโคดะและมามิ ที่ถึงร่างกายจะสูญสลายไปแล้ว แต่เมื่อจิตยังคงมีการคิด นั่นก็แสดงว่าพวกเขายังมีตัวตนอยู่จริง
「จิตใจของเธอจะคงอยู่ไปตลอดกาล แม้ว่านั่นจะเป็นเพียงภาพหลอนชั่วครู่ก็ตามที」
จิตจะคงอยู่ตลอดไปเพราะนั่นคือฝันที่เป็นนิรันดร์ แม้ว่าจะอยู่ในความฝัน ตราบใดที่ยังมีการคิด คนคนนั้นก็จะยังคงมีตัวตนอยู่
คุณหมอพูดประโยคนี้เพราะคิดว่าโลกที่ตนอาศัยอยู่นั้นมีอยู่จริง ซึ่งบางที..โลกใบนั้นอาจเป็นเพียงแค่ความฝัน เพียงแต่ความฝันของคุณหมอมีที่สิ้นสุด เืมื่อจิตหยุดการคิดก็เท่ากับว่าก้อนจิตนั้นไม่มีอยู่จริง หมายถึงความตายอันเป็นจุดจบของความฝันนั่นเอง
★★★
แฮ่~ จบแล้วล่ะค่ะ เป็นเรื่องที่เข้าใจยากจริงๆ แต่เราก็อยากเขียนนะ เพราะชอบปรัชญาอันนี้มาก (คงเพราะชอบคนชื่อเรอเนอยู่แล้วด้วยล่ะมั้งคะ (ฮา)) พอดีไปอ่านเจอเรื่องฝันยาว แล้วก็คิดว่าอ.อิโต้แอบได้แรงบันดาลใจมารึเปล่าน้า เลยได้เรื่องเขียน
แต่ เราลองอ่านทวนดูแล้วก็อยากจะบอกว่า อย่าเชื่อเรื่องที่เราเขียนมากนะคะ (หัวเราะ) ข้อความส่วนใหญ่เราเขียนขึ้นมาเองจากความเข้าใจของเราที่มีต่อปรัชญาอันนี้ ซึ่งมันอาจจะผิดก็ได้ เพราะไม่เคยเรียน และไม่รู้จะไปถามหรือถกกับใครน่ะค่ะ (= =)
ดังนั้น ถ้าใครจะมาถกหรือจะกรุณาให้ความเข้าใจที่ถูกต้อง จะดีใจมากเลยล่ะค่ะ (^^")
สุดท้ายก็สรุปสั้นๆว่า
อย่าเชื่อในสิ่งที่คุณเห็น
เป็นอันว่าจบเรื่องที่อยากเขียนแล้วค่ะ พบกันใหม่โอกาสหน้า :))






อ๊ะ เชื่อแบบนี้เต็มๆเลย ฮ่าๆๆ
ชอบๆ มีสาระ

...
เดส์การ์ตส์เป็นนักปรัชญาเหตุผลนิยม เขาให้ความสำคัญกับความคิดและเหตุผลมากจนเชื่อว่ามันคือความจริงที่ประกอบขึ้นเป็นโลกใบนี้ ฉะนั้น, สิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นจากความคิด และสามารถหาเหตุผลอธิบายได้ ย่อมเป็นสิ่งจริงแท้ที่เป็นนิรันดร์ เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วก่อนหน้า และจะดำรงอยู่ต่อไปไม่สิ้นสุด
นั่นเป็นคำอธิบายว่า ทำไมเขาจึงเทิดทูนคณิตศาสตร์และการให้เหตุผลเชิงนิรนัยยิ่งกว่าศาสตร์อื่นใดทั้งปวง เพราะสองสิ่งนี้ตอบสนองความเชื่อของเขาได้ดีที่สุดนั่นเอง
ข้อสรุปของเดส์การ์ตส์เป็นเรื่องน่าสนใจมาก เพราะเท่ากับประกาศต่อโลกเลยว่า คนเราดำรงอยู่ได้ด้วยจิต ซึ่งเป็นผู้สร้างความคิดให้เกิดขึ้น และเพราะมีความคิดนี่เอง มนุษย์จึงดำรงอยู่ได้ไม่สูญหาย
...
หากเชื่อในความคิด ทุกสิ่งก็เป็นจริงอย่างใจหวังครับ
#1 By รัตนาดิศร on 2009-04-19 19:51