หากคุณกำลังฝ่าฟันกับสายฝนกลศาสตร์ พายุแคลคูลัส และคลื่นยักษ์แม่เหล็กไฟฟ้า
คุณเคยคิดอยากหลุดพ้นจากสิ่งเหล่านี้หรือไม่!!??

ถ้าคำตอบของคุณคือ ใช่!!
เราจะพาคุณไป ณ สถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งคุณไม่ต้องพบกับทฤษฎีฟิสิกส์ยากๆเหล่านี้

สถานที่แห่งนั้นคือ「ซิงกิวลาริตี

เอาล่ะ มาทำความรู้จักกันดีกว่า

ก่อนอื่นขอพูดถึง หลุมดำ ซึ่งเราก็เคยมาในวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐานว่า เมื่อดาวฤกษ์ที่มีมวลมากๆๆๆๆจบชีวิตลง มันจะเกิดการระเบิดและยุบเอามวลทั้งหมดมารวมไว้ที่จุดจุดหนึ่งซึ่งมีชื่อ เรียกว่า ซิงกิวลาริตี

(อ้อ ในความเป็นจริงแล้ว เราไม่สามารถมองเห็นหลุมดำได้ มันไม่ใช่จุดดำๆบนฟ้านะคะ และไม่ได้มองไม่เห็นเพราะมันเล็กด้วย แต่เพราะคนเรามองเห็นเนื่องจากแสงสะท้อนวัตถุแล้วเข้าตาเรา แต่เชื่อกันว่าหลุมดำดูดกลืนทุกอย่างแม้กระทั่งแสง ดังนั้นจึงไม่มีแสงสะท้อนจากหลุมดำเข้าตาเรา เราจึงมองไม่เห็นหลุมดำ ไม่ว่าอาณาเขตของมันจะใหญ่ขนาดไหนก็ตาม)

ซิงกิวลาริตี (singularity) หรือภาวะเอกฐาน คือทฤษฎีทางฟิสิกส์ที่คิดขึ้นเพื่ออธิบายปรากฏการณ์หลุมดำ โดยเชื่อกันว่าซิงกิวลาริตีอยู่ใจกลางหลุมดำ เป็นสิ่งที่ไม่อาจทราบได้ว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร ซิงกิวลาริตีมีมวลเท่ากับมวลของดาวฤกษ์ดวงนั้นๆ แต่มีปริมาตรเป็นศูนย์ (ซิงกิวลาริตีจึงอาจเป็นจุด หรือเป็นเส้นก็ได้) ดังนั้นมันมีความหนาแน่นเป็นอนันต์ (ความหนาแน่น=มวล/ปริมาตร)

ความหนาแน่นของซิงกิวลาริตี ที่มีมากถึงขนาดอัดรวมมวลของดาวทั้งดวงไว้ในจุดจุดเดียวได้ ก็มากพอที่จะอัดเอาเวลาให้รวมกับมวลได้เช่นกัน เวลาในซิงกิวลาริตีจึงไม่เคลื่อนที่ ดังนั้นคุณจะไม่แก่ และเรื่องที่ฟังดูดีมากคือ หลักฟิสิกส์ที่มีอยู่ในตอนนี้ทั้งหมดไม่สามารถใช้ในซิงกิวลาริตีได้ แล้วคุณก็จะไม่ต้องเรียนฟิสิกส์! แต่แลกกับการถูกบีบอัดอยู่ในจุดหนึ่งจุด และยิ่งไปกว่านั้น อนุภาคในตัวคุณอาจจะไม่ได้รวมกันเป็นหนึ่งเดียวก็ได้นะ

นอกจากนี้ ยังเชื่อกันว่าซิงกิวลาริตีเป็นจุดเริ่มต้นของจักรวาลอีกด้วย

จากวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐานที่เรียนตอนม.ปลาย ทฤษฎีการกำเนิดจักรวาลที่ถูกบังคับให้เรียนก็คือทฤษฎีการระเบิดครั้งใหญ่หรือบิกแบง แล้วก่อนบิกแบงล่ะ มีอะไรอยู่ในจักรวาล?? คำตอบของคำถามข้อนี้ นักวิทยาศาสตร์บางคนก็ได้ให้คำตอบว่า มันเป็นซิงกิวลาริตี เป็นจุดขนาดจิ๋วที่อัดแน่นด้วยมวลมหาศาล และเมื่อมันเกิดการระเบิดขึ้น อนุภาคทั้งหลายในซิงกิวลาริตีก็เกิดการรวมตัวขึ้นและกลายเป็นจักรวาลของเราทุกวันนี้

นั่นหมายความว่าทุกอณูของจักรวาล เรื่อยมาจนกระทั่งถึงตัวเรา ก็ถือกำเนิดขึ้นจากอนุภาคเล็กๆที่มองไม่เห็นแต่มีตัวตน และเมื่อถึงวันที่ทุกสรรพสิ่งในจักรวาลนี้ถึงกาลดับสูญ มันก็จะย่อยสลายกลับไปเป็นอนุภาคเล็กๆเหล่านั้นอีกครั้งเหมือนเมื่อครั้งก่อนจะรวมกันกันก่อกำเนิดขึ้นมาเป็นสสาร

ร่างกายนี้ไม่ใช่ของเรา ทุกสิ่งไม่มีตัวตนที่แน่อน เป็นเพียงอนุภาคทั้งหลายมาประกอบกันเท่านั้น เห็นมั้ยล่ะว่าความคิดทางวิทยาศาสตร์เองก็ไม่ได้แตกต่างไปจากความคิดทางปรัชญาของหลายๆศาสนาเลย ;))


ps* ไม่มีบรรณานุกรม เพราะฉะนั้นไม่รับประกันความถูกต้อง และห้ามก๊อปปี้ไปเป็นรายงานส่งอาจารย์นะ!

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

สารภาพว่าโดนดูดเข้ามาตามชื่อเอนทรี (หัวเราะ)



แต่เรื่องน่าสนใจมากครับ
ไม่ต้องเรียนจรีิงๆก็ดีสิเนอะ

#1 By Zairen_Bibliophobia on 2009-06-08 20:31

PinG~ ไม่ก๊อบปี้แต่คัดลอกได้มั้ยครับ

ยอมรับว่าพี่ไม่เข้าใจเท่าไหร่เลย หัวทางวิทย์ตันจริงๆ ห้าๆ open-mounthed smile

#2 By Pl@y-M@Te on 2009-06-08 21:24

อยู่ดีๆก็นึกถึงเรื่องเทวากับซาตาน(หัวเราะ)

#3 By TeChNiKoS[9.9796] on 2009-06-08 21:31

เอ้อ นึกถึงเทวากับซาตานจริงๆด้วยsad smile

#4 By MaiKo ChiRarA on 2009-06-08 22:14

นึกถึงเรื่องอจินไตยเลยแฮะ อ่านจบแล้ว

#5 By nora on 2009-06-08 22:48